[suanboard monotone logo : 2777 bytes]
[header decor line : 64 bytes]
HOME RULE FAVOURITE MEMBER ZONE REACTIVATE FORGET PASSWORD    

SEARCH [icon freecompose : 217 bytes]
[icon register : 195 bytes] สิทธิพิเศษสำหรับสมาชิก : โพสต์รูป, รูปแบบตัวอักษร, ไอคอน, bookmark, ค้นหาข้อความ ฯลฯ [icon login : 178 bytes]

[icon-delete : 101 bytes]
" ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับนิติศาสตร์ จุฬาฯ : ข้อโต้แย้งมุมมองจากนิสิตธรรมศาสตร์ "
วันนี้มีปาฐกถา แนะแนวน้อง ม.6 เกี่ยวกับการศึกษานิติศาสตร์ และลู่ทางอาชีพ
ซึ่งขอน้อมรับว่ามีประโยชน์เป็นอย่างยิ่ง
โดยเฉพาะที่ได้กรุณาตักเตือนว่า
1. อบายมุข และ 2. ทิฐิในความเป็นสวนกุหลาบนั้น เป็นสิ่งที่ควรระวัง
เป็นความจริงแท้ และควรงดเว้นอย่างยิ่ง

แต่ด้วยความเคารพในองค์ปาฐกท่านหนึ่ง ซึ่งเผอิญเป็นรุ่นพี่ในชุมนุมของผู้เขียน
และได้ประจักษ์ในคุณวุฒิการทำงานอันสูงของท่าน ผู้เขียนมีข้อจะโต้แย้ง

ท่านได้เปรียบเทียบชี้แจงความต่างในการเรียน ระหว่างคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กับคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ซึ่งได้กรุณาชี้แจงข้อเท็จจริงหลายกรณีที่ถูกต้อง
และอีกหลายกรณีที่คลาดเคลื่อนไป
จะขอชี้แจงเป็นข้อๆไป ดังนี้

1. การเรียนใน ม.ธ.นั้น ฝึกพื้นฐานให้แน่นกว่า เพราะมีการสอบปลายภาคเพียงครั้งเดียว
100 คะแนนเต็ม ทำให้ต้องกระตือรือร้นเสมอ
นี่เป็นความจริงอยู่ส่วนหนึ่งว่า จุฬา มีการสอบกลางภาค แต่สิ่งนั้นก็เปรียบเสมือนการยืดการประหารให้มีสองขั้น คือแทงท้อง แล้วจึงตัดหัว เพราะกลางภาค ก็สอบ 50 คะแนน ปลายภาคอีก 50 คะแนน หาได้มีสิ่งอื่นที่ทำให้แตกต่างกันไม่ จำนวนข้อสอบแต่ละครั้งก็เพียงสองถึงสามข้อ รวมกันแล้วก็ตกห้าหกข้อเช่นกัน กับทั้งถ้าไม่ขยันแต่ต้น แล้วคะแนนกลางภาคแย่ลงไปแล้ว ปลายภาคก็ไม่สามารถฉุดได้ เป็นเหตุให้ความกระตือรือร้นเป็นสิ่งจำเป็นเช่นกัน
ที่ท่านผู้ปาฐกได้เน้นย้ำว่า มธ นั้นเป็น คอนเซอเวทีฟ คือการเรียนแบบอนุรักษ์นิยมนั้นก็จริงอยู่กระมัง แต่มิได้หมายความว่า ในจุฬาจะเป็นแบบใหม่ หรือแบบหน่วยกิตไปเสียทีเดียวก็มิใช่ ถึงจะให้ผู้ตกยังอาจรับปริญญาได้นั้น ก็ไม่ให้ผู้ตกรับเกียรตินิยมได้ เช่นนี้แล้วการไม่คำนึงถึงเรื่องนี้ใน มธ มิขัดต่อหลักคอนเซอเวทีฟกระนั้นหรือ

2. จุฬา มีการวัดเกณฑ์อิงกลุ่ม ในขณะที่ ม.ธ. อิงเกณฑ์
อันที่จริงข้อมูลนี้ก็ดูจะเป็นข้อมูลเก่า เพราะปัจจุบันส่วนใหญ่ให้ผลตามเกณฑ์แล้วทั้งสิ้น
คณาจารยืบางส่วนที่เหลือน้อยที่ใช้การอิงกลุ่ม ก็เป็นไปโดยอิงให้คะแนนนั้นต่ำลง เช่น อาจารย์ท่านหนึ่งมักให้เกรดซีแก่คนส่วนใหญ่ นั่นมิได้ทำให้ผู้ที่ถีบตัวพ้นกลุ่มได้เอ ง่ายๆแต่ประการใดเลย

3.อาจารย์จุฬานั้นเป็นอาจารย์สมัยใหม่แต่อาจารยืใน มธ นั้นเป็นอาจารย์อาวุโสผู้เชี่ยวชาญ
ด้วยความเคารพ ใคร่ขอเรียนว่าลางทีผู้ปาฐกจะไม่ได้ทราบความจริงกระมังว่า คณาจารย์ประจำของจุฬามีแค่ราวสาม ถึง สี่สิบคน ไม่ถึงสิบในนี้เป็นอาจารย์ใหม่ ที่ว่าใหม่นั้นคืออายุยังไม่ถึงสี่สิบ
อาจารยืส่วนใหญ่ในนิติ จุฬานั้น เป็นอาจารย์พิเศษ
ยกตัวอย่างเช่นผู้เขียนซึ่งเรียนอยู่ปี 1นั้น ได้เรียนกับคณาจารย์ดังต่อไปนี้
ศ. กิตติคุณ วิษณุ เครืองาม (นิติตรรกศาสตร์ : วิชาซึ่งใน มธ นั้นไม่มี)
ศ. กิตติคุณ บวรศักดิ์ อุวรรโณ (ก.ม.มหาชน)
ศ.พิเศษ ประสิทธิ์ โฆวิไลกุล (หลักพื้นฐานแห่งกฏหมาย ซึ่งมธ ไม่มีเช่นกัน)
รศ. ธงทองจันทรางศุ (ประวัติศาสตร์ ก.ม.)
อนึ่งอันที่จริงอีกท่านที่มีนามว่าจะต้องสอน หลักพื้นฐาน ก.ม.อาญา แต่เผอิญติดราชการจึงไม่ได้สอนก็คือ ศ.พิเศษ จรัญ ภักดีธนากุล
ตำแหน่งการงานและชื่อเสียงของท่านเหล่านี้เห็นจะไม่จำต้องบรรยายอีก
แล้วกระนี้จะเรียกว่าเยาว์วัยใหม่ต่อวิชาได้หรือ

4.นิติ มธ นั้นเรียนวิชาพื้นฐานจนครบ และแน่น ในขณะที่ จุฬาเรียนแบ่งตามสาขา
อันที่จริงในจุฬานั้นเราก็เรียนพื้นฐานจนครบเช่นกัน
ก็โดยเหตุที่ท่านผู้ปาฐกถาเองก็บอกว่า ในจุฬานั้นปี1 ภาค1 เรียนก.ม.5ตัว
ก็แล้วเช่นนั้นเหตุใดพื้นฐานมันจะไม่ครบ
แล้วเลือกสายที่ว่านั้นคือ ปี3 ภาค 2 เพื่อให้ลงลึกในสาขาของตนให้แน่นยิ่งขึ้น
ส่วนต่างที่หายไปคือวิชาศึกษาทั่วไปใน มธ ซึ่งมีถึงภาคละ 4ตัว ซึ่งจุฬามีภาษาภาคละตัว
กับวิชาศึกษาทั่วไปที่ศึกษาของต่างคณะอีก ภาคละตัว
เพราะนิติจุฬาเชื่ออยู่แล้วว่าวิชาการมัธยมพื้นฐาน นิสิตมีพร้อม
ก็โดยเหตุที่สอบเข้าทั้งสิ้นอีกนั่นแหละ

5.ในจุฬาสังคมช่วยเหลือกันอย่างที่คุ้นเคยในสวนกุหลาบจะไม่มี เพราะครึ่งหนึ่งของนิสิตเป็นเด็กเตรียม
ด้วยความเคารพอย่างสูงยิ่ง
ผู้เขียนเรื่องนี้เรียนโดยความสัตย์เหรียญนั้นมีสองด้าน
จึงขึ้นกับการเลือกดู
เพื่อนที่ช่วยผู้เขียนทำกิจกรรมที่คณะหลายคนนักก็เด็กเตรียม
ขณะเดียวกันก็กล้าเรียนว่าในเด็กสวนด้วยซ้ำที่ไม่เคยช่วยเหลือสิ่งใดเลย
"นักเข้า"ห้องเชียร์(ซึ่งปุถุชนพึงเกลียดนักหนา)ประจำอย่างรับผิดชอบหลายสิบคน
ก็เด็กเตรียม
และก็เด็กสวนคนเดิมอีกนั่นแหละที่ลาออกจากห้องเชียร์แทบจะในทันที
ผู้เขียนขอเรียนเตือนท่านผู้ปาฐกถาที่กล่าวเอง
ที่ว่า"เราไม่ได้เป้นที่หนึ่ง ไม่ได้เป้นมานานแล้ว เลิกหลอกตัวเองได้แล้ว"
เห็นควรรวม การอคติว่าเด็กเตรียมทุกคนต้องเห็นแก่ตัวเข้าไปด้วยกระมัง
ดูเหมือนท่านผู้ปาฐกถาจะลืมความจริงข้อนี้ไปเสีย

ผู้เขียนขอเรียนเพิ่มเติม ถึงแม้ท่านผู้ปาฐกถาจะมิได้กล่าวถึงนัก
ก็อยากจะเรียนให้จำได้สักนิดว่า
1. คณะนิติแรกในไทยนั้น คือ คณะนิติจุฬา โดยเหตุที่รัชกาลที่7 ทรงพระราชดำริว่า
ร.ร. กฏหมายของเสด็จในกรมราชบุรีฯนั้นควรจะได้พัฒนาให้ยิ่งขึ้นไปในระดับอุดมศึกษา จึงนำมาตั้งขึ้นเป็น คณะนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ ในจุฬาฯ
แต่เพียง1ปีให้หลังเมื่อเกิดการปฏิวัติ หนึ่งในท่านผู้อภิวัฒน์ได้สถาปนามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง
และจะเป็นด้วยเหตุใดมิทราบ คณะนี้ได้ถูกโยกย้ายจากจุฬาไปยัง มธ น่าสงสัย
คณะที่ท่านอยู่ทุกวันนี้ ผู้เขียนยังสงสัยอยู่ว่า
อันที่จริงก็คณะเดียวกันแท้ๆกับคณะผู้เขียนหรือไม่

2.ในประวัติศาสตร์แห่งโรงเรียนกฏหมายเนติบัญฑิตสภาซึ่งยาวนานราวสี่สิบกว่าปีนั้น
มีผู้ที่สอบได้ถึงระดับ เกียรตินิยม เพียงสองท่าน
และสองท่านนั้นจบจากจุฬา

3.มธนั้นไม่มีหลักพื้นฐาน กม ทั่วไป
มีแต่หลักพื้นฐานแพ่ง ในปี1 ภาค1 โดยเหตุว่าท่านถือว่าแพ่งเป็นรากฐานของกม ทุกสิ่ง
คณะผู้เขียนไม่กล้ายืนยันเช่นนั้นหรอกครับ
ถือว่าเอกชนจะไปครอบมหาชนได้นั้น
คณะผู้เขียนไม่มีความสามรถเพียงพอจะยืนยันในหลักนี้
จึงได้แต่ให้รู้ทุกอย่าง
แม้แต่อาจารย์ที่สอนท่านยังเห้นไม่เหมือนกันว่า กมอาญานั้นอะไรกันแน่
ให้นิสิตรับแนวคิดไว้แล้วพิจารณาเอง
ผู้เขียนใคร่จะเรียนว่า เชื่อเหลือเกินว่าคณะผู้เขียน เรียนก.ม.ด้วยใจเป็นธรรมแล้ว
ซึ่งนั่นน่าจะทำให้มองกฏหมายได้ครอบคลุมเพียงพอด้วย

ความเป็นจริง
คณะนิติศาสตร์ในทุกที่นั้นมีความดีและด้อยที่ต่างกันไป
และไม่มีใครที่สมบูรณ์แบบ
นิติ มธ.นั้นเก่าแก่และยาวนาน และเป็นคณะที่ใหญ่ที่สุดใน มธ ก็ว่าได้
เพราะคำว่า ธรรมศาสตร์ นั้นคือ จูริสพรูเดนซ์ ซึ่งก็พอจะแปลได้ว่า นิติ
ในเมื่อสาขาของท่านเป็นชื่อมหาวิทยาลัยไปเสียเองแล้ว
คณะของท่านก็ต้องยิ่งใหญ่ และทรงเกียรติอย่างหลีกเลี่ยงมิได้
เท่านี้เห็นจะน่าภูมิใจว่าเป็นหนึ่งเพียงพอละครับ
อย่าได้ลงมาเปรียบเทียบกับคณะเล็กๆอย่างคณะผู้เขียนเลย
คณะผู้เขียนพึ่งมีอายุ 35 ปี เทียบกับอื่นๆเช่นวิศวะ
หรืออายุของจุฬาเองนั้น คณะผู้เขียนก็ยังเป็นเด็ก
จะดูว่า ท่านให้เกียรติคณะผู้เขียนมากไปหน่อยที่ลดตัวลงมาเทียบด้วยนี้

และที่พร่ำเกียรติคุณกันมานั้น
มองด้วยใจอันเที่ยงธรรม
มันก็อาการกินบุญเก่ากันทั้งนั้น
ทราบกันอยู่ดีว่าขณะนี้
คณะที่ส่งนักศึกษาเข้าสอบเนสำเร็จมากที่สุดในแต่ละปี และที่หนึ่งก้มาจากที่นั้นทุกปี
คือนิติ แห่งรามคำแหง

ความจริงนี้ต่างหากพึงยอมรับ และ เคารพยิ่งด้วยจริงใจ

การพูดโดยที่มิได้รู้เห็นด้วยตนเองนั้นเป็นสิ่งพึงระวัง
และการทำให้ใจตนไม่เป็นกลางนั้นก็ยิ่งน่าระวังเข้าไปใหญ่

ผู้ที่ทำใจตนให้เอนเอียงไปในทางการเมืองนั้นน่าเป้นห่วง
แต่ที่ทำให้ใจผู้อื่นเอนเอียงไปในทางการเมืองด้วยนั้นน่าห่วงยิ่งกว่า

ก็ใคร่ขอเรียนไว้เท่านี้กระมัง

ด้วยความเคารพอย่างยิ่ง
08 ส.ค. 50 / 22:47
0 0
ปกรัฐ กนกธนาพร นิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
view 1987 : discuss 73 : rating - : bookmarked 1 : vote 0 203.209.96.213

#1# - 317123 [icon-addtodelete : 101 bytes]
ขออภัยอย่างยิ่ง
ด้วยความรีบร้อน
ได้พลาดไปเขียนว่านิสิต ม.ธ.
ขอประทานโทษเป้นอย่างสูง
นักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ครับ
08 ส.ค. 50 / 22:56
0 0
ผู้เขียน
followup id 317123 203.209.96.213

#2# - 317125 [icon-addtodelete : 101 bytes]
[member icon] โอ้โฮ บทความนี้ บอกเป็นนัยๆว่า จะเรียนนิติ ต้องอ่านเยอะหน่อย

(แล้วก็ต้อง สำนวนแปลกๆด้วย ฮา~)
08 ส.ค. 50 / 23:01
0 0
ใครก็ได้ [icon smile : 92 bytes] : n/a : n/a : n/a
followup id 317125 58.9.54.4

#3# - 317129 [icon-addtodelete : 101 bytes]
[member icon] ^
^
^
มันเป็นสำนวนทางกฎหมายน่ะครับ -*-
เดี๋ยวนี้ผมก็เริ่มๆจะเขียนอะไรเป็นแบบนี้เหมือนกัน เวลาอยู่นอกห้องสอบ *0*
08 ส.ค. 50 / 23:10
0 0
T.suan123@LawChula'48 [icon smile : 92 bytes] : n/a : n/a : n/a
followup id 317129 58.64.104.177

#4# - 317130 [icon-addtodelete : 101 bytes]
[member icon] อย่างที่ผู้เขียนเค้าเขียนมาแหละครับ เรื่องการวัดผล เรื่องการเรียน ในจุฬาเป็นอย่างนี้จริงๆ
ช่วง1-2ปีมานี้คณะยังตัดเกรดโหดขึ้นกว่าเมื่อก่อนด้วยครับT_T

ตั้งแต่เรียนมาผมเจอวิชาในคณะที่ตัดเกรดแบบอิงกลุ่มแค่วิชาเดียวเองนะ
08 ส.ค. 50 / 23:14
0 0
T.suan123@LawChula'48 [icon smile : 92 bytes] : n/a : n/a : n/a
followup id 317130 58.64.104.177

#5# - 317139 [icon-addtodelete : 101 bytes]
ความเป็นจริง
คณะนิติศาสตร์ในทุกที่นั้นมีความดีและด้อยที่ต่างกันไป
และไม่มีใครที่สมบูรณ์แบบ


<<<<<<<<<<<<<<< นี่คือคำพูดของผู้เขียน

แต่ทำไมที่พูดมาผมไม่เห็นข้อเสียของจุฬาเลยล่ะครับ
คุณพูดแต่ข้อเสียของธรรมศาสตร์
ดูเหมือนว่า ธรรมศาสตร์ พูดอะไรมาก็ผิดไปซะหมด
แล้วเรื่อง ร.ร.กฎหมายแห่งแรก
คุณแน่ใจหรอครับ ว่าอยู่ที่จุฬาจริง ๆ
ลองไปค้นหาดูใหม่นะครับ ว่าจริง
ไม่ใช่เอาแต่ที่รุ่นพี่เล่าให้ฟัง แล้วก็เชื่อเลยทั้งหมด
ผมยอมรับครับ ว่าบางข้อจุฬาก็ดีกว่าจริง
แต่นี่ที่คุณพูดดูเหมือนธรรมศาสตร์จะด้อยกว่าทุกอย่างเลยนะครับ
ขอบคุณที่รับฟังครับ
08 ส.ค. 50 / 23:59
0 0
นิติ ธรรมศาสตร์
followup id 317139 124.121.125.225

#6# - 317140 [icon-addtodelete : 101 bytes]
น่าจะเชิญผู้เขียนกระทู้ขึ้นไปพูดด้วยนะครับ เห็นมาแอบนั่งฟังอยู่ด้านหลัง เดี๋ยวคราวหลังจัดโต้วาทีให้เลยเอามั้ยครับ ๕๕+
08 ส.ค. 50 / 23:59
0 0
OSK123
followup id 317140 58.9.109.46

#7# - 317141 [icon-addtodelete : 101 bytes]
แล้วผมว่าพอเถอะครับ
การเปรียบเทียบว่าใครดีกว่ากัน
ทั้ง ๆ ที่ผู้เขียนบอกอยู่แล้วว่าต่างที่ต่างมีจุดด้อยจุดเด่นต่างกัน
เลิกเอาคณะของสองมหาลัยนี้มาเปรียบเทียบกันได้แล้วครับ
เอาเวลาไปคิดเรื่องเหตุบ้านการเมืองดูจะเข้าท่ากว่า
ดีกว่ามาใช้สมองในเรื่องหาเรื่องสร้างความแตกแยกเช่นนี้
เพราะพวเราเป็น "ชนชั้นปัญญา ตุลาการ" ครับ
ขอบคุณครับ
09 ส.ค. 50 / 00:03
0 0
นิติ ธรรมศาสตร์
followup id 317141 124.121.125.225

#8# - 317142 [icon-addtodelete : 101 bytes]
ทราบอยู่เหมือนกันว่าในวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ.2550 มีการแนะแนวการศึกษาต่อคณะนิติศาสตร์โดยรุ่นพี่ ศิษย์เก่าสวนกุหลาบ ซึ่งขณะนี้ศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 3 ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จากการแนะแนวของรุ่นพี่ท่านนี้ ได้ก่อให้เกิดการโต้แย้งโดยนิสิตนิติศาสตร์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากเท่าที่อ่านดูพบว่ามีทั้งเห็นด้วยและเห็นแย้ง และอยากเสริมในบางประเด็น

ด้วยความที่ตัวผมเองเป็นที่ค่อนข้างยึดติดกับหนังสือ หรือข้อมูลทางวิชาการอย่างมาก ผมจะลองเปรียบเทียบความแตกต่างของทั้ง 2 คณะนิติศาสตร์ ด้วยใจเป็นกลาง และยึดถือข้อมูลโดยปราศจากอารมณ์อคติเป็นสำคัญ อย่างไรก็ตาม ผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

ในการเลือกตัดสินใจว่าจะเรียนที่คณะนิติศาสตร์ ณ มหาวิทยาลัยใดนั้น สามารถพิจารณาได้หลายปัจจัย ผู้อ่านต้องเป็นผู้ตัดสินด้วยตนเองว่า ปัจจัยใดสำคัญ ปัจจัยใดไม่สำคัญหรือไม่ได้ส่งผลต่อการถ่ายทอดความรู้ของอาจารย์ในคณะ การเลือกปัจจัยตัดสินนั้นเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง

1.ประวัติความเป็นมา
เท่าที่ผมเข้าใจ การศึกษานิติศาสตร์ในระดับมหาวิทยาลัยครั้งแรกในประเทศไทย คือที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีการจัดตั้งคณะนิติศาสตร์ครั้งแรกที่นั่น แต่ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นคณะนิติศาสตร์ที่สืบสายเลือดโดยตรงมาจากโรงเรียนกฎหมาย ของกระทรวงยุติธรรม ซึ่งตั้งขึ้นโดยพระองค์เจ้ารพี (บิดาแห่งกฎหมายไทย แต่ยังคงมีนักวิชาการบางท่าน คือ อ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล แห่งคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โต้แย้งว่าไม่ใช่) ดังหลักฐานที่ชัดเจนคือ รูปปั้นพระองค์เจ้ารพีและนายกุสตาฟ โรลังค์ ยัคแมง ชาวเบลเยียมที่รัชกาลที่ 5 รับเข้ามาช่วยปรับปรุงระบบกฎหมายของประเทศก่อนท่านพระองค์เจ้ารพี จะสำเร็จการศึกษาจากประเทศอังกฤษ ทั้งยังเป็นอาจารย์ของพระองค์เจ้ารพีอีกด้วย ทั้ง 2 มหาวิทยาลัยจึงมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของกฎหมายไทยใกล้เคียงกัน

2.ด้านหลักสูตร
- คณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ใช้ระบบวัดผลการศึกษาแบบเปอร์เซ็นต์สำหรับการคิดคะแนนเพื่อจบการศึกษา การคัดออก(Retired) การรับเกียรตินิยม โดยนำเอาเฉพาะวิชาเฉพาะหรือวิชากฎหมายของคณะมาคิดเท่านั้น ส่วนวิชาพื้นฐานที่ทั้งมหาวิทยาลัยต้องเรียนและวิชาเลือกเสรีนั้น ไม่นำมาคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ แต่ต้องสอบให้ผ่าน เกณฑ์ผ่านคือ 60% การวัดผลวิชากฎหมายของคณะนิติศาสตร์ใช้การสอบปลายภาคอย่างเดียวจำนวน 5 ข้อ 100 คะแนน เป็นการสอบในตาราง บางวิชานั้นทางคณะจัดประมวลกฎหมายไว้ให้สำหรับการตอบข้อสอบ สำหรับวิชาเลือกเสรีที่เป็นวิชากฎหมายของคณะนั้น บางวิชามีการทำรายงานเป็นคะแนนเก็บ บางวิชาเป็นการสอบแบบ Take home หรือสอบที่บ้าน วิชากฎหมายที่เป็นวิชาเลือกเสรี เช่น ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายเยอรมัน สอบโดยการเขียนบทความวิชาการเปรียบเทียบกฎหมาไทยและเยอรมันเป็นภาษาอังกฤษ กฎหมายทรัพยสินทางปัญญา มีให้เลือกทั้งบรรยายเป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษ

ธรรมศาสตร์ไม่มีระบบการเลือกวิชาเอก แต่มีระบบประกาศนียบัตรความรู้เฉพาะด้าน ซึ่งไม่เป็นการบังคับให้นักศึกษาต้องเลือกแต่อย่างใด นักศึกษาอาจลงวิชาโทนอกคณะ เช่น โทรัฐศาสตร์ โทเศรษฐศาสตร์ หรืออาจจะเรียนวิชาอะไรก็ได้ในมหาวิทยาลัยให้ครบตามจำนวนหน่วยกิตที่กำหนดไว้ สามารถอ่านรายละเอียดของหลักสูตรทั้งหมดได้ที่http://www.reg.tu.ac.th/curric_ba/ba_tha/01_LA.pdf


ผมจะมาเขียนต่อในวันพรุ่งนี้ครับ ตอนนี้ดึกมากแล้ว ง่วงมากจริง ๆๆๆ
09 ส.ค. 50 / 00:06
0 0
กนกนัย ถาวรพานิช นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
followup id 317142 202.5.82.168

#9# - 317144 [icon-addtodelete : 101 bytes]
เกณฑ์ผ่านคือ 60% หมายถึงวิชากฎหมายทุกวิชาของคณะนิติศาสตร์ครับ
09 ส.ค. 50 / 00:11
0 0
กนกนัย ถาวรพานิช นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
followup id 317144 202.5.82.168

#10# - 317145 [icon-addtodelete : 101 bytes]
[member icon] จะรอมาอ่านต่อครับ

เดี๋ยวผมจะเตรียม ถ้วยแฟนพันแท้นิติศาสตร์ ไว้ให้นะ ^o^
09 ส.ค. 50 / 00:14
0 0
T.suan123@LawChula'48 [icon smile : 92 bytes] : n/a : n/a : n/a
followup id 317145 58.64.104.177

#11# - 317146 [icon-addtodelete : 101 bytes]
เอาแล้วเว่ ปก กะ กนก

วิฮิ้ววววว~
09 ส.ค. 50 / 00:25
0 0
Sb.Rex
followup id 317146 203.113.50.140

#12# - 317147 [icon-addtodelete : 101 bytes]
[member icon] กระผมมีความคิดที่ต่างออกไปจากทุกๆความเห็น ดังนี้ครับ

การศึกษาในระดับอุดมศึกษา ไม่ว่าคณะ/สาขา ใดก็ตาม ให้ผลสำคัญที่ตัวผู้เรียน/ศึกษา

สถาบันต่างๆ มีความแตกต่างกันบ้างเรื่องสภาพแวดล้อม วิธีการ/แนวทางในการให้/รับการเรียน/การสอน

นั่นหมายความว่า แต่ละสถาบัน ไม่อาจนำมาเปรียบเทียบกันได้ ว่าสิ่งใดดี สิ่งใดไม่ดี ... เมื่อไม่มีบรรทัดฐานที่ยอมรับกัน
และหากยิ่งเป็นคณะนิติศาสตร์ ที่ขึ้นชื่อด้วยความยุติธรรมแล้ว การนำเสนอข้อมูล/เนื้อหา/รายละเอียด ต่างๆ
ก็ควรจะเที่ยงตรง เป็นธรรม และไม่ก่อให้เกิดความเอนเอียง ขัดแย้งด้วย

อะไรเป็นบรรทัดฐานว่าสิ่งนั้นดี สิ่งนั้นไม่ดี ... เราก็ล้วนใช้เพียงความรู้สึกส่วนตัวทั้งสิ้น
หรือแม้แต่บางเรื่อง เป็นสิ่งที่เห็นพร้อมด้วยทั่วกันว่า "อันนี้ดีกว่า" "อันนี้แย่กว่า" ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันในสากล
... ก็ไม่ควรนำมาเสนอแก่บุคคลภายนอก ... ทั้งนี้เพื่อไม่ให้เกิดความเอนเอียงจนเกินไป


เราลองมองกลับมาที่ประเด็นหลักของปัญหาทั้งหมด
เริ่มต้นจาก การแนะแนวเกี่ยวกับการศึกษาต่อ สำหรับคณะนิติศาสตร์
สำหรับการศึกษา ... ความแตกต่างกันเล็กๆน้อยๆ จนถือได้ว่า แทบจะไม่ต่างกัน เพราะอย่างไรเสียก็ สำคัญที่ตัวผู้เรียนเอง
ทฤษฎีมากมาย มีไว้ในตำราให้อ่านให้เขียน แต่ก็นึกถึงความเป็นจริงบ้าง
เพราะสุดท้าย มหาวิทยาลัย ไม่ได้สอนอะไรเราเลย ... เราต่างหากที่สอนตัวเอง

สรุปคือ เรื่องการศึกษา สำคัญที่ตัวผู้เรียนครับ ... สถาบันทั้งหมด ถือได้ว่าไม่ต่างกัน
ต่างกันก็เพียงเรื่องสภาพแวดล้อมต่างๆในการเรียน
เรียนไม่เหมือนกัน แต่สุดท้ายก็ต้องอ่านเองเหมือนกัน ดีไม่ดีก็อ่านหนังสือเล่มเดียวกัน

จะแนะแนวน้อง ยังมาทะเลาะกันเอง ... เสียดายครับที่เกิดขึ้นกับเด็กสวนฯ
เพราะเรื่องสถาบัน พูดกันให้ตายก็ไม่จบหรอกครับ ง่ายๆคำเดียว "จะเกี้ยว หรือ โดม"
09 ส.ค. 50 / 00:33
0 0
ใครก็ได้ ไอ้ศาสตร์ สวนกุหลาบวิทยาลัย [icon smile : 92 bytes] : n/a : n/a : n/a
followup id 317147 58.9.54.4

#13# - 317148 [icon-addtodelete : 101 bytes]
แต่ละมหาวิทยาลัย แต่ละคณะก้อมีความสำคัญแตกต่างกันไป

คณะนิติแรกในไทยคือ คณะนิติจุฬา หากแต่ก็ไม่ใช่คณะนิติแรกในโลก ในขณะเดียวกัน คณะนิติของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ชื่อว่าเป็นคณะแรกในมหาวิทยาลัยรหัส 01แต่ก็มิใช่คณะนิติแรกในประเทศไทยเหมือนกัน การที่จะมาหาว่าใครเก่าแก่กว่ากันนั้นก็ใช่ที่
คณะนิติศาสตร์เป็นคณะแห่งความยุติธรรม น้องๆที่กำลังตัดสินใจว่าจะเลือกเรียนที่มหาวิทยาลัยไหน เรื่องชื่อเสียงและความเก่าแก่นั้น พี่อยากให้มันเป็นแค่ส่วนหนึ่งในการตัดสินใจเท่านั้น ไม่อยากให้เอามาเป็นอคตินะคะ เปิดใจให้กว้าง มองหาคณะและมหาวิทยาลัยที่คิดว่าเหมาะสมกับเรา เมื่อเข้าไปแล้วเราจะมีความสุขดีกว่าค่ะ
09 ส.ค. 50 / 00:40
0 0
นักศึกษานิติศาสตร์
followup id 317148 203.157.29.196

#14# - 317151 [icon-addtodelete : 101 bytes]
[member icon] เห็นด้วย ทั้ง #12# และ #13#



ป.ล.วันนี้เห็นคุณใครก็ได้มาในโหมดสาระทางวิชาการ เยี่ยมเลยครับ^^
09 ส.ค. 50 / 01:05
0 0
T.suan123 [icon smile : 92 bytes] : n/a : n/a : n/a
followup id 317151 58.64.104.177

#15# - 317152 [icon-addtodelete : 101 bytes]
มันเป็นเรื่องที่จะต้องมาโย้งกันเหรอเนี่ย
ที่ไหนดีกว่ากัน
09 ส.ค. 50 / 01:10
0 0
อยากระโดดอ่างแก้วตายเพราะผู้ชายหลายใจ
followup id 317152 125.25.199.235

#16# - 317154 [icon-addtodelete : 101 bytes]
ผมเห็นด้วยกับ 12 และ 13 ครับ
ผมขอแสดงความคิดเห็นเรื่องการแนะแนว
การแนะแนวสถานศึกษา ไม่ควรนำมาเปรียบเทียบกับสถานศึกษาอื่น เช่นเดียวกับการเสนอขายสินค้า การโจมตีจุดด้อยของผู้อื่น จะถูกคู่แข่งขันโจมตีกลับมาได้ โดยมารยาทแล้วไม่ควรกระทำ เพราะไม่มีสิ่งไหนที่ดีที่สุดในโลก เราควรนำเสนอในสิ่งที่ดีของเรา แล้วให้ผู้อื่นเป็นคนตัดสินใจจะดีกว่า

ทั้งสองสถาบันต่างก็เป็น สถาบันที่ดีมีมาตรฐาน มีชื่อเสียงยาวนาน และเป็นที่ยอมรับของสังคม การนำมาเปรียบเทียบกัน ไม่เกิดประโยชน์แต่อย่างใดครับ
ผมเชื่อว่าทั้งสองแห่ง ก็เป็นสถาบันที่ดี ผมเองก็เป็นศิษย์เก่าจุฬา ( สหเวชศาสตร์ เทคนิคการแพทย์ ) ซึ่งในประเทศไทย ก็มีสถาบันที่เปิดสอนหลายแห่ง ทั้งรัฐบาลและเอกชน ผมยอมรับมาตรฐานการเรียนการสอนในทุกสถาบัน และเพื่อนที่จบจากสถาบันต่างๆ ก็ล้วนมีมาตรฐาน แต่การทำงานนั้น ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลแล้วว่าเป็นคนอย่างไร ขยัน ตั้งใจ หรือไม่ ติดตามข่าวสารหรือความรู้ใหม่ ๆ ฝึกฝนตัวเองเพิ่มพูนทักษะประสบการณ์หรือเปล่า เมื่อเรียนก็ควรตั้งใจเก็บเกี่ยวความรู้และประสบการณ์ในรั้วมหาวิทยาลัยให้เต็มที่ เมื่อทำงานก็ตั้งใจทำ และเพิ่มพูนทักษะ เพิ่มพูนความรู้ใหม่ ๆ ให้ดีให้เก่งยิ่งขึ้น
09 ส.ค. 50 / 01:18
0 0
ลุงหมี
followup id 317154 58.9.127.20

#17# - 317155 [icon-addtodelete : 101 bytes]
เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ

เรียนที่ไหนก็เหมือนกัน สำคัญที่ตัวเราครับ

เอาเวลาไปคิดเรื่องอื่นที่มีสาระดีกว่าครับ

เราทุกคนก็รุ่นพี่รุ่นน้องกัน อย่ามาทะลาะกันกับเรื่องไร้สาระเลยครับ

ฝากถึงน้องที่ตั้งกระทู้ด้วยนะครับคราวหลังเวลาจะตั้งกระทู้อะไร คิดให้ดี ๆ ก่อนนะครับ ไม่งั้นเราจะเจ็บตัวซะเอง
09 ส.ค. 50 / 01:21
0 0
OSK123
followup id 317155 58.9.109.46

#18# - 317157 [icon-addtodelete : 101 bytes]
[member icon] ^
^
^
คนตั้งกระทู้ไม่เป็นไรหรอกครับ

แต่ใครที่รู้จักคนที่แนะแนวน้อง ฝากไปบอกเค้าด้วยนะว่าอย่าทำอย่างงี้ มันไม่ดี >.<"
อย่างที่#12# #13# และ ลุงหมี พูดไว้แหละครับ
09 ส.ค. 50 / 01:27
0 0
T.suan123 [icon smile : 92 bytes] : n/a : n/a : n/a
followup id 317157 58.64.104.177

#19# - 317158 [icon-addtodelete : 101 bytes]
[member icon] ที่สำคัญต้องเอนท์ให้มันติดสักที่ก่อนนะพ่อหนุ่ม
09 ส.ค. 50 / 01:28
0 0
ท่านซันเต๋อ123 [icon smile : 92 bytes] : n/a : n/a : n/a
followup id 317158 61.91.193.222

#20# - 317159 [icon-addtodelete : 101 bytes]
[member icon] เออ นะ ...

กว่าจะหักมุมกระทู้ได้ ... ต้องคัดสำนวนกฎหมายหลายหน้าเลยนะเนี่ย

ฮา~
09 ส.ค. 50 / 01:35
0 0
ใครก็ได้ [icon smile : 92 bytes] : n/a : n/a : n/a
followup id 317159 58.9.54.4

#21# - 317162 [icon-addtodelete : 101 bytes]
ราม สิครับ น้องๆ สอบปลายภาคอย่างเดียว 3-4ข้อ ข้อละ25 คะเเนน 60เปอร์ผ่าน
ปล. ถ้ากม.อาญานี่ขอยกให้ อ.คณิต ณ นคร(เจ้าพ่อกฎหมายอาญา) แห่ง มธ.ครับสุดยอดในไทยแล้ว เพราะปัจจุบันพี่เรียนกับท่านในระดับป.โท ทำให้รู้เลยครับว่า กม.อาญาที่น้องๆเรียนกันในปัจจุบันนี้ มีข้อผิดพลาดเยอะมากๆครับ สอนแบบผิดๆกันทุกที่เลย แม้แต่ศาลฎีกาก็ใช้ผิดหลักไว้ก็เยอะครับ(ไม่ขอพูดถึงนะครับเดี่ยวจะเป็นการวิจารณ์คำพิพากษา) ส่วนผิดแบบไหนนั้น ถ้าใครมีโอกาสลองไปศึกษาจากท่านเองนะครับเป็นความรู้ครับ
09 ส.ค. 50 / 01:50
0 0
Rose121
followup id 317162 58.9.171.105

#22# - 317163 [icon-addtodelete : 101 bytes]
จบไหนก็ได้ ขอให้ปึ้กแล้วกันครับ บ้านผมจ้างเฉพาะคนเก่งๆ บ้านผมไม่สนว่าจบจากไหนครับ ดูแค่ว่ามีประสบการณ์ตรงที่ต้องการรึเปล่ากับทำงานร่วมกับคนอื่นได้มั้ย รามก็จ้างครับ จะว่าไปคนจบกฎหมายรามโคตรเก่งเลย

แต่พูดจริงๆนะครับ เวลานี้ผมว่าพวกนิติทั้งที่เรียนอยู่และจบแล้ว ช่วยเอาร่างรัฐธรรมนูญ มาแปลเป็นภาษาคนให้หน่อยดิครับ ใกล้เวลาตัดสินใจแล้ว
09 ส.ค. 50 / 01:58
0 0
...
followup id 317163 124.120.135.125

#23# - 317164 [icon-addtodelete : 101 bytes]
การร่างกฎหมายไม่ให้ชาวบ้านเข้าใจ คือ แนวทางการใช้อำนาจอันยิ่งใหญ่ของใครบางคน
09 ส.ค. 50 / 02:01
0 0
Rose121
followup id 317164 58.9.171.105

#24# - 317165 [icon-addtodelete : 101 bytes]
ธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยม.7

มีอธิการเป็นผู้เสนอมาตราเจ็ดซึ่งในหลวงออกมาตรัสว่าทำให้พระองค์
เดือดร้อนและไม่เป็นประชาธิปไตย

นอกจากนั้น อาจารย์มธ.ยังเป็นผู้นิยมระบอบเผด็จการกันทั้งแผง
เป็นกลุ่มอาจารย์ที่ร่วมล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งและรอรับ
ตำแหน่งจากกบฏ
09 ส.ค. 50 / 02:12
0 0
ฉันเกลียดสุรพล เพราะสุรพลสอนให้ฉันรับใช้กบฏ
followup id 317165 195.71.90.10

#25# - 317167 [icon-addtodelete : 101 bytes]
[member icon] ฮะๆ

พวกบ้าสถาบัน

ชอบยกหางตัวเอง

กระดิกหางแรงๆล่ะ

เดี๋ยวคนเค้าจะไม่สนใจ
09 ส.ค. 50 / 02:25
0 0
ยุวชนคาวบอย [icon smile : 92 bytes] : n/a : n/a : n/a
followup id 317167 58.64.65.214

#26# - 317168 [icon-addtodelete : 101 bytes]
[member icon] อย่าเบี่ยงเบนกระทู้กันอีกรอบเลยครับ -*-



กลับมาๆ

มหาลัยไหนก็ดีทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับความขยันและพยายามของแต่ละคน ! ! !
09 ส.ค. 50 / 02:27
0 0
T.suan123 [icon smile : 92 bytes] : n/a : n/a : n/a
followup id 317168 58.64.104.177

#27# - 317170 [icon-addtodelete : 101 bytes]
24 ก็ว่าไปนั่น
แล้วเอาวรเจตน์ ภาคีรัตน์ไปเก็บไว้ที่ไหนล่ะ วรเจตน์ก็ธรรมศาสตร์มิใช่หรือ
09 ส.ค. 50 / 02:36
0 0
ลุงหมี
followup id 317170 58.9.127.20

#28# - 317171 [icon-addtodelete : 101 bytes]
ท่านนายก กับ ท่านจาตุรนต์ ฉายแสง ก็สวนกุหลาบ ยังอยู่คนละข้างได้ไม่เห็นเกี่ยวกับสถาบัน
09 ส.ค. 50 / 02:41
0 0
Rose121
followup id 317171 58.9.171.105

#29# - 317177 [icon-addtodelete : 101 bytes]
[member icon] ต้องขอกราบขอโทษทุกสถาบันที่ทำให้เกิดความรู้สึกแตกต่างในฐานะที่เป็นองค์กรทางกฎหมาย
ในฐานะที่ผมและเพื่อนเป็นผู้แนะแนว การศึกษาต่อในคณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ จึงใครขอชี้แจงในบางประเด็นให้ท่านได้ทราบดังต่อไปนี้
อันที่จริงวัตถุประสงค์ในการแนะแนวนั้นมีทั้งที่เป็นประโยชน์ต่อตัวน้องที่ตั้งใจจะศึกษาวิชากฎหมายอยู่แล้ว แต่จำเป็นจะต้องรวมถึงกลุ่มน้องที่ยังไม่แน่ใจและต้องการเห็นภาพทั้งการเรียนการสอน วัฒนธรรมองค์กร ดังนั้นผมอาจจะกล่าวในบางเรื่องบกพร่องไปจากความจริง จุดนี้ผมต้องขออภัย แต่ใครขอจะเรียนให้ท่านทราบว่า ข้อมูลเกี่ยวกับสถาบันทั้งหมด อ้างอิงมาจากคณาจารย์และนิสิตนักศึกษาของทั้งสองสถาบันทางกฎหมายที่มีชื่อเสียงของเมืองไทย ผู้แนะแนวมิได้อ้างอิงข้อมูลลอยๆขึ้นมาแต่อย่างใด
ในการนี้ ต้องขอขอบคุณน้องปกรัฐ กนกธนาพร นิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ได้ช่วยมาอธิบายความกระจ่าง ในมุมมองจากคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย เชื่อว่าที่น้องได้นำมาเขียนไว้ในที่นี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งแก่นักเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ที่กำลังตัดสินใจศึกษาต่อในวิชากฎหมายได้อย่างแน่นอน อย่างไรก็ดี ถ้าหากมีโอกาส ก็ใคร่ขอเชิญน้องมาร่วมเสวนาการศึกษาต่อคณะนิติศาตร์ ร่วมกับพี่ๆที่มาแนะแนวให้กับน้องๆเราทุกปี เพื่อความกระจ่างในข้อขัดแย้งต่างๆที่เป็นข้อสงสัยในการเลือกศึกษาต่อในโรงเรียนกฎหมายในเมืองไทย จะเป็นประโยชน์มากกว่าน้องมานั่งฟังพี่ด้านหลังแล้วมาเขียนไว้ในสวนบอร์ดแบบนี้นะครับ เพราะน้องม.6 อาจจะไม่ได้ทราบกันทุกคน แต่อย่างไรก็ตาม ต้องขอบคุณน้องที่มาให้ข้อมูลและขออภัย ชาวนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ทุกท่านในกรณีที่ข้อมูลผิดพลาดไป

pucta sun potentiora verbis = การกระทำย่อมสำคัญกว่าคำพูด

จึงเรียนมาเพื่อทราบและด้วยความปรารถนาดีแก่น้องๆสวนกุหลาบวิทยาลัยทุกคน

นพร โพธิ์พัฒนชัย
สวนกุหลาบวิทยาลัย และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
09 ส.ค. 50 / 08:17
0 0
SimPlY [icon smile : 92 bytes] : [ protect email from spamware ]
followup id 317177 125.24.37.50

#30# - 317178 [icon-addtodelete : 101 bytes]
[member icon] ฝากเป็นวิทยาทานสำหรับบางท่านที่เข้าใจผิดนะครับ

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไม่มี "นิสิต" ที่นี้เรียกว่า "นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์"

จึงเรียนมาเพื่อทราบ
09 ส.ค. 50 / 08:19
0 0
SimPlY [icon smile : 92 bytes] : [ protect email from spamware ]
followup id 317178 125.24.37.50

#31# - 317182 [icon-addtodelete : 101 bytes]
มา ฮา.. #23
09 ส.ค. 50 / 09:18
0 0
กระทู้ดี(ก็) มีที่สวนบอร์ด
followup id 317182 58.136.52.215

#32# - 317185 [icon-addtodelete : 101 bytes]
[member icon] อยากสะท้อนข้อมูลอีกด้านให้ ฟังในฐานะ ผปค. ว่าการเรียนนิติศาสตร์ ของอเมริกา นั้น
เขาเน้น นิติศาสตร์ เป็น second degree ...อีกอย่างไม่น่าเชื่อว่า ณ. พ.ศ.นี้ แล้ว
รากเหง้า ตณะนิติ มธ. หรือ จุฬ หรือ รัฐศาสตร์ สิห์ดำ สิงห์แดง ยังฝังหัว ปลูกฝัง กันอยู่.....ฟังไว้นะ นิติศาสตร์นะ หลักไม่ว่าจะเรียนที่ไหน จุฬา มธ. รามฯ มสธ.ฯลฯ
ก็เรียน ภายใต้ ตัวบทมาตราเดียวกัน ต่างกันแค่ผู้สอน ตำรา..เพื่อน และ ตึกเรียนเท่านั้น
และนิติศาสตร์ เขาไม่สนว่าคุณจบจากที่ไหน อยู่ที่ว่า จบแล้ว สอบได้เนติบัณทิตหรือไม่ และสอบเข้า ผช.ผู้พิพากษา อัยการ ได้หรือไม่
คุณเรียน จุฬา มธ. จบอย่างเก่ง 3 ปี ได้นิติศาสตร์บัณทิต แต่คนที่เรียนราม มสธ.
2 ปี เขาก็จบได้ และสอบ ผ่านเนฯ เป็นผู้พิพากษา อัยการ มากมาย ...ฝากให้คิดนะ
เติ้ง เสี่ยว ผิง พูดไว้....แมว สีอะไรก็ได้ ขอให้จับหนูได้ เป็นใช้ได้.......
09 ส.ค. 50 / 09:29
0 0
outside in [icon smile : 92 bytes] : n/a : n/a : n/a
followup id 317185 58.9.184.241

#33# - 317193 [icon-addtodelete : 101 bytes]
[member icon] ^
^
ระบบกดหมายไม่เหมือนกันปล่าวฮะ
เมกามันเรียนเป็น จู๋ริสดอกเตอ เพราะต้องการให้คนมาจากหลายหลายมุมมองป่ะฮะ
09 ส.ค. 50 / 10:10
0 0
บัวจ๊ะบัวแจ๊ะ เวอชั่น เอ้าท์จายยยย [icon smile : 92 bytes] : [ protect email from spamware ]
followup id 317193 58.64.109.186

#34# - 317204 [icon-addtodelete : 101 bytes]
เบื่อการเปรียบเทียบสถาบัน.....

ตอนนี้เรียนจบป.ตรีกฎหมายแล้ว รู้สึกว่า สถาบันไม่เกี่ยวข้องแต่อย่างใดเลยคับ
เมื่อมาเรียน ตั๋วทนาย เนติบัณฑิต ทุกคนก็เป็นนักกฎหมายเหมือนกัน

แต่ถ้าให้มองหลักการความเป็นจริงปัจจุบัน
อยากทำ สำนักงานกฎหมาย เข้า จุฬาเถอะคับ จะเข้าไปทำงานได้ง่ายกว่า
แต่ถ้าอยากทำ ราชการ อัยการ ผู้พิพากษา ก็เรียนรามคำแหง กับ ธรรมศาสตร์ จะได้เปรียบมากกว่า

แต่ก็ไม่ใช่หมายความว่า จุฬา จะรับราชการไม่ได้ หรือ รามคำแหง จะทำ สำนักงานกฎหมายไม่ได้ เพียงแต่ ความชำนาญหรือความได้เปรียบจะน้อยกว่าหน่อยเท่านั้นเอง
09 ส.ค. 50 / 11:24
0 0
คนไม่พิเศษ@OSK 122
followup id 317204 203.113.35.11

#35# - 317205 [icon-addtodelete : 101 bytes]
เรียนคุณ outside in

ข้าพเจ้ามีความคิดเห็นเช่นเดียวกับท่านเกี่ยวกับการยึดต่อสถาบัน
แต่ทว่าการยึดติดต่อการสอบเนติบัณฑิต มาเป็นเครื่องวัดผลสัมฤทธิ์ของความเป็นนักกฏหมายก็มีผลร้ายเช่นกัน
บัณฑิตกฏหมายไทยในปัจจุบันแม้ไม่มีความปรารถนาจะประกอบอาชีพเป็นผู้พิพากษา อัยการก็ถูกค่านิยมที่ผิดของตนและกลุ่มคนนิติศาสตร์บางกลุ่มที่ตีตราว่าการสอบเนผ่านเป็นเครื่องพิสูจน์คุณภาพ
ด้วยความเคารพข้อบสอบเนเป็นข้อสอบที่เน้นในการท่องจำตัวบทและคำพิพากษามากกว่าความเข้าใจการโต้แย้งคำพิพากษากระทำมิได้และหากใครหาญกระทำ ผู้นั้นย่อมได้รับคะแนนเป็นศูนย์ในข้อดังกล่าว การเรียนการสอบเนจึงอยู่บนพื้นฐานของความแม่นยำที่เกิดจาการท่องจำมากกว่าความสามารถในเชิงวิเคราะห์ว่าสิ่งใดถูกต้องหรือผิด
การที่ข้อสอบเนและข้อสอบสนามใหญ่ผู้พิพากษาเป็นเช่นว่าย่อมเป็นสิ่งที่ไม่ส่งเสริมความมี analytical thinking และยิ่งทำให้ข้อประหลาดของระบบกฎหมายไทยที่มีเครื่องอาภรณ์เป็นcivil law แต่มี common law เป็นเนื้อในยังคงอยู่และรุนแรงมากขึ้น

ด้วยค่านิยมดังกล่าวทำให้คณะกฎหมายหลายคณะกำลังสอนโดยมุ่งให้นักศึกษาของตนสอบผ่านเนเป็นหลักมากกว่าการพัฒนาให้มี legal Mind ที่แท้จริง ทำให้มีการถกเถียงกันอย่างกว้างขวางว่าวงการนิติศาสตร์ไทยกำลังหลงทางหรือไม่

เรียนน้องเจ้าของกระทู้ครับ
ในฐานะรุ่นพี่ที่นิติจุฬานะครับ แค่อยากให้น้องคิดดูใหม่นะครับ ว่าการไม่เข้าห้องเชียร์เป็นสิ่งที่ผิดจริงหรือ หรือ การมีอยู่ของห้องเชียร์และการนอบน้อมต่อวัฒนธรรมห้องเชียร์ควรมีอยู่ในคณะนิติ ที่สอนให้นิสิตรู้จักใช้เหตุและผล รู้จักเคารพสิทธิหน้าและเสรีภาพของตนเองและผู้อื่นเป็นสิ่งที่ควรหรือไม่
พี่ขอยืนยันนะครับว่าปัจจุบันคณะเหล่าขาดแคลนอาจารย์จำนวนมาก ที่น้องยกชื่อขึ้นมาท่านส่วนใหญ่ก็เป็นอาจารย์พิเศษเท่านั้น
และไมว่ามันจะเป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ก็ตาม วัฒนธรรมของคณะเราได้รับอิทธิผลจากวัฒนธรรมเตรียมอุดม และสำหรับพี่มันเป็นสิ่งที่อึดอัดใจมาตลอดสี่ปีทั้งในการเรียนและการทำกิจกรรม

SK119
Law Chula 44
TU 50
09 ส.ค. 50 / 11:27
0 0
Once a Rose, Always a Rose
followup id 317205 58.8.190.159

#36# - 317215 [icon-addtodelete : 101 bytes]
[member icon] ตอบ rep 35
.โดยส่วนตัว ผม / นบ. เป็นปริญญาที่ 3 สิ่งที่ชื่นชมสถาบัน เนติบัณทิต แห่งนี้เพราะ
มีองค์กรเดียวเท่านั้นที่จะพิสูจน์ว่าไม่ว่าใครจบจากที่สถาบันไหน จุฬา มธ. รามฯ มสธ.
ราชภัฎ วิทยาลัยเอกชน เมื่อคุณ จบและสอบได้ นบ.ท.ได้เสมือนหนึ่งเป็นการพิสูจน์ว่าคุณมีความพร้อม รอบรู้ที่จะนำหลัก กม. ไปใช้แล้ว อยากเห็นเมืองไทยมีองค์กร เช่นว่านี้องค์กรเนฯ เป็นเสมือนสถานที่สอบวัดมาตรฐานความรู้ เหมือน ข้อสอบเอ็นท์ ไงครับ
ส่วนข้อสอบเนฯ จะออกเช่นไร นั้น คนที่สอบผ่านมาแบบ 1 ปีจบ และแบบสอบไม่ผ่าน เรียน มา 20 ปี ก็จะมีมุมมองอีกแบบ ดังที่เคยกล่าวไว้นะ ว่า คนที่ได้ นบ.ใบแรก กับ ได้ นบ. เป็นใบที่ 2 นำ 2 คน ถก ข้อ กม. รับรองคุยกันไม่รู้เรื่อง การเขียนตอบหลัก กม.ก็ ต่างกันลิบ ทำไม อเมริกา นัก กม. จึงเป็นคนที่เรียน จบ กม.เป็น ปริญญาที่ 2 ก่อนมาเป็นนัก กม.นี่คือคำตอบ ที่คุณสงสัย........ นบ. เมืองไทย ที่จบใบแรก ได้เกียรตินิยมอันดับ 1 ถึงแม่นตัวบทข้อ กม. แต่ พอนำไปปรับใช้ กับเหตุการณ์จริง ไปไม่รอด.....
09 ส.ค. 50 / 13:10
0 0
outside in [icon smile : 92 bytes] : n/a : n/a : n/a
followup id 317215 58.9.184.241

#37# - 317221 [icon-addtodelete : 101 bytes]
ด้วยความเคารพต่อคุณ outside in
การวัดผลของเนติบัณฑิตไทยมีแนวข้อสอบที่เหมาะสมกับการประเมินผู้ที่จะประสงค์จะเป็นผู้พิพากษาเพียงเท่านั้นด้วยลักษณะและเนื้อหาของข้อสอบที่ยึดเพียงฎีกาเป็นสำคัญ
เช่นนี้แล้ว การสอบเนจึงไม่ใช่มาตราฐานรวมที่หมาะสมที่สมควรนำมาชี้วัดศักกยภาพของนักกฎหมายและถูกให้ความสำคัญจนเกินความจำเป็นและกำลังทำให้การเรียนการสอนนิติศาสตร์ไทยมีประสิทธิภาพสำหรับการผลิต ผู้พิพากษา อัยการ เพียงเท่านั้น แต่มิใช่นักกฎหมายประเภทอื่น
09 ส.ค. 50 / 13:39
0 0
Once a Rose, Always a Rose
followup id 317221 58.8.190.159

#38# - 317259 [icon-addtodelete : 101 bytes]
เป็นกระทู้ที่ทำให้ผมต้อง อ่านเเล้วคิดทุก คห จริงๆ - * -
09 ส.ค. 50 / 17:07
0 0
126
followup id 317259 58.9.162.70

#39# - 317278 [icon-addtodelete : 101 bytes]
เห็นลูกเอาให้ดูอยากจะบอกน้องๆว่า ลุงเป็นอัยการมาร่วม 30 ปีไม่เคยมีใครถามว่าจบจากไหนเลย
09 ส.ค. 50 / 18:04
0 0
อัยการผู้เชี่ยวชาญ (รุ่น88)
followup id 317278 58.9.91.50

#40# - 317307 [icon-addtodelete : 101 bytes]
ด้วยความเคารพอย่างสูง ต่อเจ้าของกระทู้ ผู้แสดงความคิดเห็น และผู้อ่านทุกท่าน

ข้าพเจ้า เป็นนิสิต นิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คนหนึ่ง ซึ่งได้อ่านข้อความในกระทู้นี้แล้วอย่างถี่ถ้วน ข้าพเจ้าเห็นว่า หากท่านได้อ่านรายละเอียดที่ท่านเจ้าของกระทู้ได้โพสต์อย่างถี่ถ้วนแล้วไซร้ จักเห็นว่าประเด็นหลักของการตั้งกระทู้นี้ คือ การที่ นิสิต นิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ออกมาโต้แย้ง ในข้อเท็จจริงที่มีผู้กล่าวแนะแนวการศึกษาโดยให้ข้อมูลที่ผิดพลาดเกี่ยวกับคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หาได้มีจุดประสงค์ที่จะก่อให้เกิดความแตกแยกกันระหว่างสถาบันไม่ จึงใคร่ขอความกรุณา ทั้งผู้อ่านและผู้ตอบกระทู้ โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านให้รอบคอบเสียก่อน

ส่วนตัวแล้วข้าพเจ้ายอมรับว่า คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นั้น ไม่ใช่ คณะนิติศาสตร์ที่มีคุณภาพที่สุดในประเทศไทย แต่ข้าพเจ้าก็เต็มใจเลือกคณะนี่ไว้เป็นอันดับหนึ่ง ด้วยเหตุผลส่วนตัวบางประการ แม้รู้ดีว่า คณะของข้าพเจ้าไม่ใช่สถาบันอันดับหนึ่ง แต่นั่นก็มิได้หมายความว่า คุณค่าของความเป็นนักกฏหมายจะด้อยไปกว่านักกฎหมายที่จบจากสถาบันอื่นๆแต่อย่างใด สิ่งที่ผู้เรียนนิติศาสตร์ทั้งหลายทราบดีก็คือ หัวใจสำคัญของการเรียนนิติศาสตร์ ประการแรกคือ ความยุติธรรม หากใจผู้ใดไร้ซึ่งความยุติธรรมแล้วไซร้ ท่านว่าย่อมมิอาจทำให้ผู้นั้นเป็นนักกฎหมายที่ดีได้ ประการรองคือ ความมีเหตุผล ซึ่งมีคุณค่ากว่าการใช้วาทศิลป์มาปะทะกัน

ทั้งนี้ข้าพเจ้าได้ทราบข้อเท็จจริง จากอาจารย์แนะแนวท่านหนึ่งว่า อาจารย์ท่านมีความประสงค์ให้ตัวแทน นิสิต นิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ นักศึกษา นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มาช่วยกันแนะแนวการศึกษาให้กับน้องๆ แต่ นักศึกษา นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้กล่าวกับอาจารย์ว่า เขาสามารถพูดเปรียบเทียบทั้งสองสถาบันนี้ได้ ข้าพเจ้าจึงเคารพในความต้องการของนักศึกษาผู้นั้น เนื่องจากข้าพเจ้ามิได้เป็นผู้ร่วมฟังการแนะแนว แต่ข้าพเจ้าก็เชื่อว่า ผู้แนะแนว ได้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่น้องๆมากที่สุดแล้ว

หากน้องๆท่านใด สนใจที่จะศึกษาต่อคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สามารถสอบถามข้อมูลได้ที่ 08-9679-7679 หรือ อีเมล lnw_algae@hotmail.com พี่จะคอยช่วยเหลือน้องๆทุกท่านครับ

สุนทร เต็มไพบูลย์กุล
สวนกุหลาบวิทยาลัย รุ่น123
นิสิต นิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชั้นปีที่3

ป.ล. ขณะที่ข้าพเจ้าโพสต์ข้อความดังกล่าว ข้าพเจ้ามีสติสัมปชัญญะครบถ้วน และมิได้ถูกผู้ใดบังคับบังคับให้โพสต์แต่อย่างใด
09 ส.ค. 50 / 18:56
0 0
คิ้วฟู
followup id 317307 58.64.40.83

#41# - 317351 [icon-addtodelete : 101 bytes]
[member icon] เพิ่มเติม rep 37 ครับ
เพื่อให้ น้องๆ เข้าใจที่ถูกต้อง เกี่ยวกับ องค์กรเนติบัณทิต ผู้ที่ ได้ นบ.ท. จาก เนฯ
มิได้หมายความว่า อนาคต ต้องไปเป็นผู้พิพากษา แต่เป็นการ เชื่อได้ว่าผู้ที่สอบผ่าน
มีความรอบรู้ ในวิชาชีพ นิติศาสตร์ ที่จะนำหลักวิชาไ ปใช้ แค่นี้ครับ
โดยส่วนตัวผม ก็เรียนอยู่ ไม่มีความคิดที่จะ เอา นบ.ท. ไปทำอะไร แต่ต้องการรู้ หลัก กม.จริงๆ ตามมาตรฐาน เนฯ ที่ตั้งไว้ เพื่อที่จะใช้ได้อย่างถูกต้อง...ครับ
09 ส.ค. 50 / 20:52
0 0
outside in [icon smile : 92 bytes] : n/a : n/a : n/a
followup id 317351 58.9.184.241

#42# - 317380 [icon-addtodelete : 101 bytes]
[member icon] เอ่อ .... เขาวัดกันไม่ได้นะครับ ว่าใครดีกว่าใคร คณะไม่ผิดครับผิดที่แก๊ซโซฮอล์ เอิ้กๆๆๆๆๆ


เข้าเรื่องๆ ผมขอค้านเจ้าของกระทู้นิดนึง ที่ว่าคุณภาพนักศึกษาคณะนิติวัดกันที่เนนั้น ผมว่ามันจะยิ่งทำให้มุมมองของนักกฎหมายต่อวิชาการเสื่อมถอยลงไปอีก

นั่นก็เพราะ มหาวิทยาลัย เป็นที่เปิดเพื่อสอนสั่งศึกษาวิชาการอันเป็นศาสตร์ และศิลป์ หาได้สอนสั่งเพื่อเตรียมที่จะไปต่อวิชาชีพไม่ การศึกษาศาตร์นั้นมีจุดมุ่งหมายเพื่อที่จะให้คนเข้าใจในความรู้ที่เป็นทฤษฎี ไม่มุ่งเน้นที่วิชาชีพ(ถึงแม้ว่า ความเข้าใจอย่างเป็นระบบ จะหมายรวมถึงการเข้าใจในทางปฏิบัติด้วยก็ตาม คือจริงๆแล้วมันก็ต้องคู่ๆกันไปนั่นแล)

เนติบัณฑิตยสภา เป็นสถาบันสอนกฎหมายก็จริง แต่มุ่งเน้นทางปฎิบัติ ผมไม่ได้โจมตี เน ว่าไม่มุ่งเน้นวิชาการ แต่เพราะว่า เนเป็นสถาบันที่มุ่งเน้นทางวิชาชีพ ก็ถูกของเขาที่เขาจะมุ่งเน้นให้นักเรียนจมอยู่ในทะเลฏีกาลอยคลอกลางมหาสมุทร แล้วหาฝั่งไม่เจอ (ก็จริง มันเยอะนี่หว่า)


ดังนั้นแล้ว มหาลัย มีจุดประสงค์มุ่งเน้นวิชาการและทฤษฎี เน มุ่งเน้นทางปฏิบัติ มันแยกกันตรงนี้ ไม่เหมือนกัน การจะวัดว่า ม.ไหนดีมันดูจากเน อย่างเดียวไม่ได้ ถึงแม้โดยความมุ่งหมายของทั้งเน และ มหาลัยก็คือมุ่งหมายให้รู้กฎหมาย และใช้เป็นเหมือนกัน แต่วิธีการ มันไม่เหมือนกัน

เห็นด้วยกะ จขกท ที่ว่าไม่มีใครสมบูรณ์แบบ แต่ไม่เห็นด้วย ที่จะบอกว่าให้เราวัดที่เน
09 ส.ค. 50 / 21:50
0 0
pause_fc [icon smile : 92 bytes] : n/a : n/a : n/a
followup id 317380 202.133.154.158

#43# - 317400 [icon-addtodelete : 101 bytes]
ในฐานะที่ผมไม่ได้เรียนนิติศาสตร์ แต่อยากฝากแง่คิดบางประการให้แก่ผู้จัดการแนะแนวในครั้งนี้ว่า ด้วยธรรมชาติของแต่ละคนย่อมจะมีมุมมองต่างกัน เหมือนกับคนที่ยืนอยู่คนละที่ก็จะมองเห็นสิ่งเดียวกันที่มองอยู่ต่างกัน บางมุมก็มองไม่เห็น และอาจได้รับการบอกเล่าถึงมุมที่ตนเองมงไม่เห็นแตกต่างกัน จึงอยากให้ผู้จัดพิจารณาถึงจุดนี้ด้วย เพื่อประโยชน์ของน้อง ๆ ที่กำลังต้องการข้อมูลประกอบการตัดสินใจ เพราะการได้รับข้อมูลเพียงด้านเดียวก็อาจมีข้อผิดพลาดได้ (มิได้พาดพิงผู้ใดแต่อย่างใด) จะเป็นการดีกว่าหรือไม่ หากจะทำให้การแนะแนวสำหรับเรียนต่อคณะนิติศาสตร์ เกิดมุมมองที่รอบด้านมากขึ้นมากว่าการเชิญวิทยากรจากมหาวิทยาลัยเดียว เชื่อว่าถ้าติดต่อศิษย์เก่าของโรงเรียนเราในมหาวิทยาลัยอื่น เพื่อมาเป็นวิทยากรร่วม น่าจะทำให้น้อง ๆ ได้รับข้อมูลในหลาย ๆ มุมมอง

จะเป็นประการใด แล้วแต่ผู้จัดจะพิจารณาครับ

ณ.ก.
๙ สิงหาคม ๒๕๕๐
09 ส.ค. 50 / 22:18
0 0
Seal
followup id 317400 58.9.97.246

#44# - 317405 [icon-addtodelete : 101 bytes]
[member icon] ว่าต่อด้วยเรื่องของวิชาการ ขอกลายพันธุ์กระทู้เล็กน้อย เนื่องจากตอนนี้คงมีเด็กนิติเข้ามาอ่านกันมาก ก็เลยอยากจะแสดงทรรศนะเกี่ยวกะ หลักสูตร กม บ้านเรากันซะหน่อย

มีคนว่ากันว่า กฎหมายไทย วิชาชีพ นำหน้าวิชาการ

ว่ากันไปใน คห ที่แล้ว ที่ว่ามหาลัย ก็มีหน้าที่สอนวิชาการ เนฯ เป็นเรื่องสถาบันอบรมกฎหมาย ที่จะเป็นฐานต่อไปในวิชาชีพ ดังนั้นเราควรจะเห็นในเบื้องต้นว่า หน้าที่ของ 2 สถาบันนี้ ก็จะมีจุดมุ่งหมายที่ต่างกัน(แม้จะเหมือนกันที่มุ่งสอน กม) แต่วิชาการกะทางปฏิบัติ มันก็ไม่เหมือนกันซะทีเดียว

ว่ากันด้วยเรื่องของค่านิยมคนไทย ตอนนี้นิยมเรียนนิติกันมากหน้าหลายตา ทั้งนี้เหตุผลเรื่องของวิชาชีพนั้นนำหน้ามา แน่นอนใครอยากทำงานด้านกฎหมาย ก็ต้องเรียนกฎหมาย แต่ความมุ่งหมายที่เด็กจะจบมาจะทำงานเป็น ผู้พิพากษา อัยการ ทนายความ ที่ปรึกษากฎหมาย หรือ นักกฎหมายในสาขาวิชาชีพอื่นๆนั้นโดดเด่นเกินความมุ่งหมายของมหาวิทยาลัยที่จะสอนทฤษฎี ทำให้แนงโน้ม ที่การเรียนกฏหมายในชั้นมหาวิทยาลัย จะมีแนวโน้มไปในลักษณะของ เตรียม เนฯ หลักสูตรบางทีก็มัดไว้กับเน โดยมีจุดประสงค์ที่จะเน้นให้สอบเน มากกว่าจะเน้นทางวิชาการและหลักวิชาชีพนักกฎหมาย ซึ่งเป็นจุดประสงค์หลักของการศึกษาในระดับอุดมศึกษา

ที่อยากจะบอกก็คือ ความรู้ทางวิชาการที่จะงอกเงยได้นั้น งอกเงยสูงสุดในระดับชั้นนี้เอง ในมหาวิทยาลัย การปลูกฝังทางความคิดนิติวิธีของนักกฎหมายจะเจริญงอกงามที่สุดในรั้วมหาวิทยาบลัย ก่อนจะออกไปเติบโตเป็นนักกฎหมายที่ดี ซึ่งไม่จำกัดที่จะต้องผ่านเนฯเท่านั้น (แต่ส่วนมากนักกฏหมายก็ต้องเรียน ใช่ม้า ผมก็ต้องเรียน)

ความปลูกฝัง ที่ยึดติดกันมาของมหา'ลัยที่สอนกฎหมาย จึงเกิดลักษณะที่เรียกว่า วิชาชีพนำหน้า วิชาการ ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดหายนะต่อวงการกฎหมายไทย ที่นักเรียนกฎหมาย รู้กฎหมายแต่ใช้กฎหมายไม่เป็น รู้แต่ว่ามันเขียนอย่างนี้ ฎีกาว่างี้ แต่ไม่รู้ว่ามันเพราะอะไร มันเป็นธรรมหรือไม่ มันถูกต้องหรือเปล่า สิ่งเหล่านี้อาจจะไม่สามารถเรียนรู้ได้หมดในสำนักอบรมกฎหมายของเนฯ แต่เป็นสิ่งที่จะถูกสอนอยู่ใน 4 ปีที่คุณเรียน

ผมไม่ได้ เขียนเพื่อจะโจมตีข้อด้อยของการเรียนเน แต่ผมจะชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของวิชาการ การเรียนทั้งที่มหา'ลัย และที่เน อาจจะจำเป็นสำหรับหลายท่านที่ต้องการเดินต่อในสายวิชาชีพ แต่เมืองไทย ไม่ต้องการนักกฎหมายที่คิดไม่เป็น เป็นนักกฎหมายสากกะเบือ ไม่ได้บอกว่า ให้เป็นนักวิชาการจ๋า แต่ต้องการนักกฎหมายที่มีทั้งฐานความคิด และสามารถมาใช้ในทางปฏิบัติได้อย่างสอดคล้องที่สุด


อ้อ ลืมไปครับ คณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โอนมาจาก รร สอนกฎหมายกระทรวงยุติธรรมนะครับ
09 ส.ค. 50 / 22:24
0 0
pause_fc [icon smile : 92 bytes] : n/a : n/a : n/a
followup id 317405 202.133.154.227

#45# - 317408 [icon-addtodelete : 101 bytes]
[member icon] อื้อออหืออ

คนเรียนกฎหมายถกเถียงกัน มันจิงๆ ดูมีความรู้ ฮาา
09 ส.ค. 50 / 22:36
0 0
WildCat@SK [icon smile : 92 bytes] : n/a : n/a : n/a
followup id 317408 58.9.149.138

#46# - 317416 [icon-addtodelete : 101 bytes]
[member icon] "หากโครงสร้างพื้นฐานไม่มั่นคงแล้ว บ้านของเราจะทรงตัวอยู่หาได้ไม่"


ใช่แล้วครับ การเรียนกฎหมายต้องเริ่มต้นที่ฐานความรู้เสมอ

ผมเคยมีโอกาสได้เรียนกับ ท่านอ.จรัญ ภักดีธนากุล ท่านเคยสอนผมในห้องว่า
"ถ้าเรามีฐานให้ยึดจับอย่างมั่นคงแล้ว ข้อเท็จจริงจะพลิกแพลงมาอย่างไร เราก็จะสามารถตัดสินได้โดยไม่ไขว้เขว"
09 ส.ค. 50 / 22:49
0 0
T.suan123 [icon smile : 92 bytes] : n/a : n/a : n/a
followup id 317416 58.64.109.203

#47# - 317422 [icon-addtodelete : 101 bytes]
[member icon] อ่านประเด็น ห้องเชียร์ ระบบว้ากเกอร์ แล้วอยากขึ้นประเด็นใหม่

ฮา~

แต่ก็กลับมาที่ นิติศาสตร์ก่อนนะจ๊ะ พ่อนักกฎหมายทุกท่าน

ข้อแรก จริงๆ ผมเข้าข้าง จขกท. ตั้งแต่แรกแล้ว
เพราะถ้าเราลองทำความเข้าใจ เปิดใจ กับเนื้อหาดีๆ จะพบว่า การตั้งกระทู้ครั้งนี้มีเจตนาที่ดี
มีแนวคิดที่ดี เพียงแต่เนื้อความตอนแรกๆ จะออกแนวทำให้เกิดการโต้เถียงขึ้นได้

ถ้าลองสรุปกันง่ายๆ ก็คือ หลายๆข้อที่ จขกท. โต้แย้งมา ก็เป็นเพียงความอัดอั้นตันใจ ที่คณะของตนต้องถูกเปรียบเทียบอย่างไม่มีโอกาสพูด
จึงมาระบายบนบอร์ดสาธารณะ ที่หวังว่าจะมีคนอ่านและทำความเข้าใจมุมมองใหม่ๆ

แน่นอนครับ เป็นใคร อยู่ดีๆถูกนำสิ่งที่เรามี/เป็น มาเปรียบเทียบ ก็ต้องมีการแย้งในใจเป็นธรรมดา
ถ้าเข้าใจธรรมชาติข้อนี้ ... แย้งได้ก็แย้งไป จบกัน รับฟังไว้หลายมุมมอง... แต่เถียงต่อไงก็ไม่จบ

มาต่อที่ประเด็นถัดมา ผมว่า จขกท. เสนอได้อย่างมีเหตุผลคือ

การพูดโดยที่มิได้รู้เห็นด้วยตนเองนั้นเป็นสิ่งพึงระวัง
และการทำให้ใจตนไม่เป็นกลางนั้นก็ยิ่งน่าระวังเข้าไปใหญ่

ผู้ที่ทำใจตนให้เอนเอียงไปในทางการเมืองนั้นน่าเป้นห่วง
แต่ที่ทำให้ใจผู้อื่นเอนเอียงไปในทางการเมืองด้วยนั้นน่าห่วงยิ่งกว่า


แต่เนื้อความตอนต้นของ จขกท เอง ก็ค่อนข้างเอนเอียง การสรุปนี้จึงอาจเข้าตัวเองบ้าง แต่ก็เข้าใจว่า เป็นการแก้ต่างเล็กๆน้อยๆ
โดยไม่ต้องสนว่า ข้อมูลนั้นจะจริง หรือน่าเชื่อถือเพียงไร ... อย่างไรก็ไม่ควรเปรียบเทียบกัน

ก็แค่ ถ้าเราจับเจตนาของการตั้งกระทู้ได้ อะไรๆก็ดูเข้าใจกันง่ายขึ้น
บางครั้ง การตัดบทกลางกระทู้ เพื่อให้ทุกคนเข้าใจตรงกัน จึงเป็นสิ่งที่จำเป็น เมื่อกระทู้มีแนวโน้มที่ผิดจุดประสงค์ไป

(เพราะความสามารถในการสื่อสารของเราแตกต่างกัน การรับส่งข้อมูลบางอย่างอาจตีความได้หลายแบบ ... ต้องทำความเข้าใจเจตนาให้มากที่สุด)

ฝากถึงการแนะแนวครั้งต่อๆไป คณะต่อๆไป ควรอย่างยิ่งสำหรับการไม่เปรียบเทียบแต่ละคณะ

ถ้าจะเปรียบเทียบ ก็ขอให้เปรียบเทียบในความเป็นจริง ที่ไม่ต้องใช้ความรู้สึกมาตัดสิน เช่น
สภาพแวดล้อมจริงๆที่เป็นกลาง (ร้านเกมพร้อม ... อาหารอร่อย ... สาวเยอะ ... พอพูดได้ แบบขำๆ ฮา~)
การให้คะแนน
การตัดเกรด
บรรยากาศการเรียน (ห้องแอร์/พัดลม มีโต๊ะสวนฯใกล้ๆ นั่งเล่นเลี้ยบตุ่ยได้)
การเลือกภาค/สาขา/วิชาเอก/ฯลฯ

.....
มาที่ห้องเชียร์ ... ระบบว้ากเกอร์ ระบบของการไม่มีเหตุผล
คนที่เป็น ว้ากเกอร์หลายๆคน อาจจะ ว้ากโดยไม่เข้าใจว่ากูทำไปทำไม รู้แค่ว่าเป็นธรรมเนียมที่ต่อๆกันมา
แต่สำหรับผม ความเป็นจริงแล้ว มันมีเหตุผลในตัวเองที่น่าทึ่งทีเดียว
ในวัยทำงาน บางครั้ง อาจทำให้เรานึกถึงห้องเชียร์ก็เป็นได้
เป็นเหตุผลหนึ่ง ที่ผมจะเสนอว่า ห้องเชียร์ยังคงต้องมีต่อไป
09 ส.ค. 50 / 22:55
0 0
ใครก็ได้ [icon smile : 92 bytes] : n/a : n/a : n/a
followup id 317422 58.9.54.205

#48# - 317424 [icon-addtodelete : 101 bytes]
คงจะไม่ตอบรายละเอียดอื่นให้กลายเป็นการโต้เถียงหรอกครับ
หลายเรื่องที่โดนกระทบกระเทียบก็มีผู้แก้ไปแล้วบ้าง
แต่ถึงบางจุดจะไม่มีจะไม่มี
ผู้เขียนขอเรียนว่าไม่มีความเห็นไหนทำให้ผู้เขียนเจ็บหรอกครับ
เพราะเจตนาผู้เขียนมิได้จะปฏิปักษ์ต่อผู้ใดก่อน
ผู้เขียนเพียงแต่ชี้แจงความจริง
และกระทบกลับเล็กๆพอแรงจบ (ไม่โกหกหรอกว่าไม่มี)

เชื่อว่าหลายท่านรู้จักผู้เขียนดี และรู้ว่าถ้าจะตั้งป้อมด่านั้นมันจะทำแค่นี้ไม๊

และอย่างน้อย
ทำให้ชื่นใจเหลือเกินว่ากระทู้ส่วนใหญ่แสดงความเป็นผู้ที่เข้าถึงการศึกษาอย่างแท้จริง
และให้ความสำคัญกับการกระทำของตนนั้นมากกว่าปัจจัยอื่นใด
ว่าจะก่อให้เกิดความสำเร็จ และประโยชน์ที่มากกว่ามาใส่ใจเรื่องอื่น
ขอแสดงความนับถืออย่างยิ่ง จริงๆครับ

แต่อยากจะเรียนตอบคำถามของรุ่นพี่กระผม ฬ44
เพราะน่าสนใจอยู่
พี่ครับ ด้วยความเคารพอย่างสูง
ที่พี่ถามเรื่องห้องเชียร์นั้น
ผมใคร่ฝากเรียนอะไรไว้ให้นึกสักเล็กน้อยนะครับ
ในระบอบประชาธิปไตยนั้นเรามักพูดกันถึงเสรีภาพและสิทธิ
แต่ที่ไม่ควรลืม
ก็คือ "หน้าที่"อันประกอบมาคู่กัน
ใครก็ตามเรียกจะเอาเสรีภาพ ควรจะต้องส่องดูว่าตนได้ทำหน้าที่ตนบริบูรณ์แล้วหรือยัง
ห้องเชียร์ไร้เหตุผลแค่ไหน เราทราบกันดี
แต่ก็เหมือนกฏหมายบ้านเมืองละครับ
ที่มันใช้อยู่ตอนนี้แล้วผู้เขียนหงุดหงิดก็มีอยู่ไม่น้อย
แต่กฏหมายก็มีเหตุผลทั้งนั้นแหละครับ
จะฟังเข้าท่าไม๊สำหรับมุมมองใครก็อีกเรื่อง
ก็รู้แต่ถ้าตราถูกระเบียบแล้วก็จำต้องตกอยู่ใต้สิ่งนั้น
นั่นละครับนิติรัฐ
แล้วทำไงดีครับ
"เพราะเหตุผลแห่งกฏหมายนี้ผิดหลักการที่ข้าพเจ้าเชื่อถือ ข้าพเจ้าจะละเมิดกฏหมายนี้"
เทียบเคียงเอาเองกับห้องเชียร์นะครับ
ผมก็อยากจะจินตนาการอยู่เหมือนกัน
ถ้าเราไม่ต้องมีหน้าที่เลยก็คงดีเนาะ
วันหลังจะขี้เกียจเป็น ประชาชน ในรัฐใดๆก็ยังไหว
(ให้กูทำโน่นทำนี่เยอะนักนี่) รึไงดีครับ
พี่ของผมท่านน่าจะเรียนกฏหมายจนแจ่มแจ้งแล้ว
บอกน้องหน่อยก็ดีครับ งงเหมือนกันว่าควรทำอย่างไร

อีกเรื่องก็สังคมเตรียมอุดม
ซึ่งก็ดูเหมือนจะเลิกพูดนั้นดีกว่า
จะฝืนใจฝืนความเชื่อของหลายท่านเปล่าๆ
เเต่ถ้าใครว่างๆ
จะกรุณาและถือว่าผู้เขียนนั้นโง่
มาอธิบายความเป็นเตรียมและคุณลักษณะนักเรียนเตรียมให้ฟังหน่อย
เอาแบบที่ครอบคลุมและเป็นส่วนใหญ่นะครับ
เผื่อจะหูตาสว่างขึ้นมาบ้าง

กราบขอประทานโทษอย่างยิ่งหากนำไปสู๋ข้อถกเถียงให้ขัดข้องหมองใจและไม่เกิดประโยชน์
และขอขอบพระคุณอย่างสูงสำหรับทุกความเห้น
09 ส.ค. 50 / 23:04
0 0
ผู้เขียนกระทู้
followup id 317424 203.209.97.192

#49# - 317431 [icon-addtodelete : 101 bytes]
[member icon] ในฐานะคณะผู้แนะแนวใคร่ขอชี้แจงวัตถุประสงค์เพื่อความชัดเจน

การแนะแนวเป็นไปเพื่อประโยชน์ของ น้องๆ สวนกุหลาบวิทยาลัย มิใช่ เพื่อโจมตีไม่ว่าสถาบันใด หากมีคำเปรียบเทียบเปรียบเปรยใดๆ ทำให้ขุ่นข้องหมองใจ ทางคณะผู้แนะแนวขอน้อมรับและขออภัยไว้ ณ ที่นี้

ข้อมูลต่างที่ประกอบการแนะแนวมิได้มาจากการปั้นน้ำเป็นตัว แต่มาจากแหล่งที่อ้างอิงได้ กล่าวคือ เว็บไซต์ของคณะนิติศาสตร์ต่างๆ รวมไปถึงการสัมภาษณ์อาจารย์และนิสิตนักศึกษาของทั้งสองสถาบัน อาจมีบางประเด็นที่คลาดเคลื่อนไปจากที่หลายๆท่านแสดงความเห็นไว้ คณะผู้แนะแนวขออภัยที่นำเสนอข้อมูลได้ผิดไปจากที่หลายๆท่านคิด แต่อย่างไรก็ดี ข้อมูลทั้งหมดก็มาจากความคิดจากคณาจารย์และนิสิตนักศึกษาของทั้งสองสถาบันที่มีความคิดเฉกเช่นทั้งท่านเจ้าของกระทู้และหลายๆท่านที่แสดงความเห็นไว้ เพียงแต่เป็นความเห็นที่ต่างกันและย่อมเกิดขึ้นได้ อย่างไรก้ดี คณะผู้แนะแนวยังคงย้ำในวัตถุประสงค์เช่นเดิมว่า เป็นไปเพื่อประโยชน์ของน้องๆ ในการเลือกศึกษาต่อในองค์กรที่มีความเชี่ยวชาญทางกฎหมาย โดยที่มีวัฒนธรรมองค์กรเหมาะสมกับจริตของน้องๆว่าที่ นิสิตนักศึกษาทุกท่านเท่านั้น ข้อมูลใด คำพูดใด ทำให้ท่านรู้สึกลำบากจาก คณะผู้แนะแนวขออภัยท่านและ น้อมรับข้อมูลที่ถูกต้องไว้ในกระทู้นี้เพื่อประโยชน์ของน้องๆ ดังเช่นที่เจ้าของกระทู้และท่านอื่นๆได้นำเสนอข้อมูลอันเป็นประโยชน์เอาไว้

อย่างไรก็ดี ขอให้ท่านผู้แสดงความคิดเห็นทุกท่าน พิจารณาทุกๆความเห็นด้วยวิจารณญาณ เนื่องด้วยเชื่อว่าท่านที่แสดงความเห็นจำนวนมากในที่นี้ มิได้อยู่ในการแนะแนว ในคาบประชุมระดับชั้นม.๖ ข้อมูลบางกรณีในที่นี้อาจทำให้ความเข้าใจของท่านต่อเนื้อหาและวัตถุประสงค์ของการแนะแนวคลาดเคลื่อนไป ทั้งนี้และทั้งนั้นคณะผู้แนะแนวยังคงยืนยันในความจริงที่ว่า เป็นไปเพื่อการแนะแนวการศึกษา ปราศจากการโจมตีสถาบันใดๆทั้งสิ้น

จึงเรียนมาเพื่อทราบและโปรดพิจารณาโดยละเอียด

คณะผู้แนะแนว
09 ส.ค. 50 / 23:35
0 0
SimPlY [icon smile : 92 bytes] : [ protect email from spamware ]
followup id 317431 125.24.51.28

#50# - 317441 [icon-addtodelete : 101 bytes]
ด้วยความเคารพครับ
กิจกรรมห้องเชียร์ไม่ได้ก่อให้เกิดหน้าที่ต่อนิสิตอันพึ่งจะต้องเข้าร่วมกิจกรรม
หน้าที่ของปัจเจกชนย่อมต้องมีรากฐานจากการกฎเกณฑ์ทางสังคมไม่ว่าเป็นบรรทัดฐานทางกฎหมายหรือวัฒนธรรม มิใช่ว่ากลุ่มคนใดใดจะมากำหนดหน้าที่ให้บุคคลอื่นได้โดยอำเภอใจ
พี่ดีใจที่น้องไม่สนใจแค่คำว่าสิทธิหรือเสรีภาพ แต่ไม่ลืมคำว่าหน้าที่ แต่หน้าที่นั้นเองต้องมีรากฐานที่มาและต้องทำความเข้าใจให้ดีเพราะการยัดเหยียดหน้าที่นั้นคือข้อจำกัดของเสรีภาพ
กิจกรรมห้องเชียร์นั้นเป็นหนึ่งรูปแบบกิจกรรมและไม่แตกต่างจากการทำกิจกรรมรูปแบบอื่นที่ต้องอยู่บนพื้นฐานของความสมัครใจเป็นสำคัญ
ข้าพเจ้าเข้าใจความมุ่งหมายอันดีผู้ประกอบกิจกรรมดังกล่าวว่าต้องการความสามัคคี ความอดทน การอยู่ร่วมกับคนที่มีพื้นฐานแตกต่างกัน แต่การไปถึงจุดมุ่งหมายดังกล่าวสามารถทำบนหนทางที่มิได้ละเมิดและขืนใจปัจเจกชนคนอื่น
ขอลงรายละเอียดกรณีห้องเชียร์นิติจุฬานะครับ
ในความคิดเห็นของพี่ พี่เชียร์ในช่วงเวลาก่อนเป็นและหลังเป็นพี่เชียร์มีความประพฤติที่ไม่เคารพระเบียบของคณะ จึงทำให้เห็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของห้องเชียร์นิติจุฬาว่า คนที่เข้ามาทำกิจกรรมบางคนไม่ได้ตระหนักถึงความสำคัญของระเบียบโดยแท้แต่มีวัตถุประสงค์อื่น
การปลูกฝังโดยใช้วิธีลงโทษแก่ผู้เข้าห้องเชียร์ในกรณีที่มีบุคคลในรุ่นไม่เข้าร่วม แน่ใจหรือครับว่ามันสร้างความสามัคคี และการลงโทษบางอย่างก็ผิดระเบียบคณะและละเมิดสิทธิ ถ้าคูณจะมารำเรียนคณะนี้แต่ไม่รู้จักเคารพกฎ สิทธิผู้อื่น และหน้าที่ตน ผมว่ามันก็ประหลาดอยู่
ด้วยความเคารพนะครับน้อง
ที่น้องเอาระบบห้องเชียร์มาเปรียนเทียบกับระบบนิติรัฐ นิติธรรม เพื่อเป็นข้อสนับสนุน
พี่ขอพูดนิดนึง นะครับว่า การปกครองโดยใช้หลักกฎหมายเป็นหลักนั้นมีความศักดิ์สิทธิ์และมีประสิทธิภาพ เพระเนื้อหาของกฎหมายต้องมีความชอบธรรม
มันถูกต้องที่น้องพูดครับว่า กฎหมายถ้าแค่ทำให้เราหงุดหงิดมันไม่ได้เสียความมีเหตุมีผลไปครับ
แต่ด้วยความเคารพนะครับ ถ้าบางอย่างมันเห็นชัดว่าละเมิดสิทธิอย่างชัดแจ้ง น้องจะปิดตาทำทำไปเหรอครับ ห้องเชียร์ของนิติจุฬาบางปี มีการพ่นควันบุหรี่ใส่หน้าน้อง ผมถามว่านั้นมันไม่ควรอย่างชัดแจ้งหรือมันแค่ระคายอารมณ์ครับ
น้องครับเอาแบบเป็นกลางนะครับ
พี่ว่า ต้องมีคนส่วนหนึ่งที่เค้าคิดว่า กิจกรรมบางอย่างของห้องเชียร์มันไม่ถูกไม่ควร
ซึ่งพี่ว่ามันย่อมมีอยู่นะครับ
พี่ถามว่า ถ้าเค้าอยากเติบโตเป็นนักกฎหมายที่ดีเค้าควรทำอย่างไรครับ หลับหูหลับตาเข้าไปเพราะน้องบอกว่าดีหรือครับหรือเพราะน้องหรือพี่เชียร์มาบอกว่าเป็นหน้าที่ของเค้าครับ หรือเค้าควรแสดงออกอย่างที่เค้าคิด
พี่ขอยืนยันตรงนี้นะครับว่า กิจกรรมห้องเชียร์มีเหตุผลจำนวนมากที่มันควรจะอยู่ และ มีเหตุผลจำนวนมากเช่นกันที่ควรจะนำไปสู่การปรับปรุงและการยกเลิก

สิ่งที่แย่จริงจริงไม่ใช่ห้องเชียร์ พี่เชียร์ คนเข้า คนไมเข้า แต่
สิ่งที่แย่ก็คือไอ้ความคิดที่ว่าคนไม่เข้ามันไม่รับผิดชอบและไม่รู้จักหน้าที่ของคนที่เข้าห้องเชียร์บางคนที่สักแต่ว่าเข้าแต่ไม่เข้าใจจุดมุ่งหมายของห้องเชียร์โดยแท้

มันเป็นอคติครับน้องและมันก็เป็นสิ่งที่แย่พอพอกันเวลาที่เด็กสวนไปตัดสินเด็กเตรียมที่น้องไม่ชอบนั้นแหละครับ
10 ส.ค. 50 / 00:11
0 0
Once a Rose, Always a Rose
followup id 317441 58.8.190.159

#51# - 317444 [icon-addtodelete : 101 bytes]
[member icon] นักกดหมาย มาใช้สวนบ่อดกันเย้อเย้อนะจ๊ะ เหนพิมกันเก่งทุกคนเยย
10 ส.ค. 50 / 00:17
0 0
บัวจ๊ะบัวแจ๊ะ เวอชั่น เอ้าท์จายยยย [icon smile : 92 bytes] : [ protect email from spamware ]
followup id 317444 58.64.101.247

#52# - 317454 [icon-addtodelete : 101 bytes]
[member icon] ฮา ... ผมไม่รู้ว่า ห้องเชียร์นิติจุฬาฯ มันแย่แค่ไหนนะ ผมไม่เคยสัมผัส

แต่ห้องเชียร์คณะผม มันก็คงไม่ขนาดนั้น ... ก็คงด้วยปัจจัยหลายอย่าง

และผมเอง ก็ไม่ได้ชอบนะครับ ห้องเชียร์ เข้าไม่กี่ครั้งเองก็ว่าได้
แต่ยังยืนยันครับว่า ระบบของห้องเชียร์ ยังต้องมีคู่สังคมไทย

ห้องเชียร์ไม่ได้สร้างความสามัคคี หรือความอดทนอะไรทั้งหลายหรอกครับ(ในความคิดของผม)
แต่มันเป็นระบบหนึ่งของมหาวิทยาลัย ที่สอนให้รู้ว่า ระบบของความไร้เหตุผลมันมีจริง
เพราะห้องเชียร์ เป็นระบบของความไร้เหตุผล ที่มีเหตุผลให้ต้องคงอยู่ครับ

ชีวิตข้างหน้า บางคนอาจจะก้าวไกลไปสู่ดาวที่สวยหรู จนหลุดพ้นจากห้องเชียร์ไปได้
บางคนอนาคตปานกลาง ก็ยังต้องเจอกับห้องเชียร์บ้างเป็นครั้งคราว
บางคนอนาคตแย่หน่อย ทุกๆวันของฉันมีแต่ห้องเชียร์

และสำหรับคนที่อนาคตไปสู่ดาวหลุดจากห้องเชียร์แล้ว
ต้องอย่าลืมว่า คุณเองต้องไม่เป็นผู้สร้างห้องเชียร์เช่นกัน


พอจะเข้าใจความคิดผมมั้ยครับ ฮา~
10 ส.ค. 50 / 01:24
0 0
ใครก็ได้ [icon smile : 92 bytes] : n/a : n/a : n/a
followup id 317454 58.9.54.205

#53# - 317455 [icon-addtodelete : 101 bytes]
เนี่ยหรอ รุ่นพี่จบไปแล้วเรียนก็สูง
ยกหางตัวเ้องหยั่งงี้ ไม่ไหวๆ ผมก็ยาวๆกันแล้ว ทำตัวเกรียนๆ
จะจบที่ไหนทำงานอะไร ถ้าพอใจก็พอแล้ว ทุกที่ดีหมดหละ
อยู่ที่คนเรียน ว่าเข้าใจในศาสตร์นั้นรึเปล่า อย่างที่ rep บนๆบอกหละครับ
กระดิกหางแรงๆ คนเค้าจะได้สนใจ

ขอบคุณ
10 ส.ค. 50 / 01:27
0 0
สิทธา่ สภานุชาิติ สวน 127
followup id 317455 172.129.231.245

#54# - 317456 [icon-addtodelete : 101 bytes]
[member icon] เพราะห้องเชียร์ เป็นระบบของความไร้เหตุผล ที่มีเหตุผลให้ต้องคงอยู่ครับ

เย่ห์ ไอโททลี่อะกรีวิทยู ;)
10 ส.ค. 50 / 01:28
0 0
บัวจ๊ะบัวแจ๊ะ เวอชั่น เอ้าท์จายยยย [icon smile : 92 bytes] : [ protect email from spamware ]
followup id 317456 58.64.101.247

#55# - 317460 [icon-addtodelete : 101 bytes]
#53#
เด๋วนี้น้องที่ รร. ใช้คำแรงแบบนี้เลยหรอ

เวลากล่าวถึงรุ่นพี่ถึงเค้าจะแย่ขนาดไหน รุ่นน้องก็ไม่น่าใช้คำแบบนี้
รู้สึกแย่....เมื่อได้อ่านจัง
10 ส.ค. 50 / 01:47
0 0
นักศึกษาธรรมศาสตร์ OSK 125
followup id 317460 124.121.71.144

#56# - 317471 [icon-addtodelete : 101 bytes]
เห็นด้วยกะ 52
10 ส.ค. 50 / 04:14
0 0
นักศึกษาเมกา
followup id 317471 69.253.48.17

#57# - 317527 [icon-addtodelete : 101 bytes]
[member icon] คณะผมไม่เห็นมีห้องเชียร์กะเค้ามั่งเลยฮี่ ฮอตจริงๆกระทู้นี้

เมื่อไหร่มีกระทู้ตั้งเรื่องประมาณนี้ขึ้นมานี่จะเกิดเรื่องมันทุกทีเลยมันยังไงกันหว่า สนัตินะครับ ไงๆก็เรียนกฎหมายมาเหมือนกัน โรงเรียนก็เดียวกัน เข้าใจว่าอ่านมาหลาย คห คงจะปรับความเข้าใจกันดีแล้ว(กระมัง)
10 ส.ค. 50 / 15:37
0 0
pause_fc [icon smile : 92 bytes] : n/a : n/a : n/a
followup id 317527 202.133.159.125

#58# - 317658 [icon-addtodelete : 101 bytes]
ไม่เรียนเน นี่ เหมือนไม่เติมแก๊ซโซฮอล์ป่าววะ

ไม่เรียนเน นี่เป็นนักกฎหมายที่ไม่มีคุณภาพเลยเหรอ

...........โทดที ไม่มีไร เข้ามาระบายเฉยๆ

เรียนนิติที่ไหน ต่างกันแค่เราต้องการอะไร กับ บ้านเราไกลมหาลัยแค่ไหน ก็เท่านั้น
ทุกอย่างวัดกันที่ตัวบุคคลนั้นๆ ว่าจะทำอะไรถวายประเทศ ถวายสังคม

แต่ยังไงผมก็เชื่อว่าถ้าสวนทุกคนมีสายสัมพันธ์เหมือนรุ่นเก่าๆที่ผ่านมาก็คงไม่เหงา และทำงานใหญ่ให้ประเทศสำเร็จ (เรื่องชั่วๆ ไม่เอานะ รุ่นพี่บางคนทำโรงเรียนเสียชื่อมามากแล้ว)
...........เกี่ยวกันป่าววะ

ป.ล.ใครรู้จัก รุ่นพี่สวนที่เป็นอาจารย์สอนกฎหมายบ้าง แนะนำให้รู้จักหน่อยสิครับ
อยากเป็นอาจารย์ครับ พี่ศาตรา โตอ่อน รุ่น 114 มีใครรู้จักบ้างอ่ะครับ
10 ส.ค. 50 / 23:49
0 0
ทศ 118 จบโทนิติ แต่ไม่เรียนเน
followup id 317658 210.86.215.171

#59# - 317897 [icon-addtodelete : 101 bytes]
[member icon] อาจารย์สอนกฎหมายที่ มธ และยังเป็นอาจารย์ประจำ ที่เป็นเด็กสวนเท่าที่พอจำได้มีดังนี้

1. อาจารย์ กิตติศักดิ์ ปรกติ
2.อาจารย์สุรศักดิ์ มณีศร
3.อาจารย์ วีรวัฒน์ จันทรโชติ
4.อาจารย์ จุณวิทย์ ชลิดาพงษ์
5.อาจารย์ อุดม รัฐอมฤต


เอ จำไม่ได้แล้วครับ รู้สึกจะมี 10 คนหรือยังไงเนี่ยแหละ
11 ส.ค. 50 / 19:24
0 0
pause_fc [icon smile : 92 bytes] : n/a : n/a : n/a
followup id 317897 202.133.159.121

#60# - 318007 [icon-addtodelete : 101 bytes]
อาจารย์พี่ปกป้อง ด้วยนะ คนที่ได้ที่สองเน แล้วไปเป็น อ. มธ. ที่จบตรี จุฬา อ่ะ

พึ่งรู้นะเนี่ยว่าเยอะขนาดนี้ ดีใจจัง สวนพรึ่บ

ที่จุฬา มีรุ่นพี่ที่เป็น อ. ท่านหนึ่งเพิ่งเสียไป คือ อ.ฉันทิตย์ โสตธิพันธุ์ (ขอประทานโทษถ้าสะกดผิด) ที่เป็นสามี อ.จำปี น่ครับ

พวกพี่ๆก็ช่วยน้องๆบ้างนะครับ 555 วิชาชีพอื่นที่ไม่มีระบบสอบนี่ ต้องอาศัยคอนเนคชั่นจากพี่ๆจริงๆนะ
12 ส.ค. 50 / 00:40
0 0
ทศ 118
followup id 318007 210.86.216.37

#61# - 318321 [icon-addtodelete : 101 bytes]
[member icon] มีอาจารย์ ณภัทร สรอัฑฐ์ (สะกดงี้มั้ง) ด้วยอีกคนนึง พึ่งนึกออก
13 ส.ค. 50 / 10:43
0 0
pause_fc [icon smile : 92 bytes] : n/a : n/a : n/a
followup id 318321 202.133.154.153

#62# - 319523 [icon-addtodelete : 101 bytes]
[member icon] ผมอยากเรียน นิติ อ่าคับ ที่ไหนดีอ่ะคับ
17 ส.ค. 50 / 21:51
0 0
bigkung [icon smile : 92 bytes] : [ protect email from spamware ]
followup id 319523 58.9.228.89

#63# - 324066 [icon-addtodelete : 101 bytes]
ด้วยความเคารพ ต่อคณะนิติศาสตร์ ทั้ง 2 สถาบัน
ขอให้ข้อมูลเท่าที่ทราบคือ คณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์

1.เรื่องการวัดผลประเมินผลของผู้เรียน
นิติ มธ. ใช้เกณฑ์วัดผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนเช่นเดียวกับ เนติบัณฑิตยสภา กล่าวคือ ข้อสอบอัตนัยทั้งหมด วัดผลครั้งเดียวตอนปลายภาคการเรียน ตัดคะแนนอิงเกณฑ์คือ ผ่านที่ 60 คะแนน (ซึ่งการวัดผลเช่นนี้เป็นการให้นักศึกษาใช้กระบวนการคิดอย่างบูรณาการซึ่งไม่ใช่เพียงแค่เนื้อหาวิชานั้นทั้งหมดทีเดียว แต่ยังรวมไปถึงเนื้อหาวิชาอื่นที่นักศึกษาเคยได้เรียนมาแล้วด้วย จึงทำให้ข้อสอบที่ใช้วัดผลเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นได้จริงๆในสังคม เพราะข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริงในสังคมนั้นหาใช่เกี่ยวข้องกับบทกฎหมายแค่เรื่องใดเรื่องเดียว หรือเพียงไม่กี่มาตราใดมาตราหนึ่งเท่านั้น แต่จะต้องคิดวิเคราะห์และปรับข้อเท็จจริงให้เข้ากับตัวบทครบทุกเรื่องทุกมาตรา) การวัดผลเช่นนี้จึงสอดคล้องกับการจัดกระบวนการคิดวิเคราะห์ของนักศึกษาอย่างเป็นระบบ และเพื่อนำการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบนี้ไปใช้ได้จริงในสังคม ซึ่งล้วนเป็นข้อเท็จจริงที่ซับซ้อนทั้งสิ้น
และการแสดงผลการสอบให้นักศึกษาทราบ ก็จะประกาศให้นักศึกษาทราบคะแนนรายข้อเลยว่าทำได้เท่าไร และคะแนนรวม 100 คะแนนได้เท่าไร โดยจะไม่แปลงเป็นเกรด A B C D ซึ่งจะแสดงให้นักศึกษาทราบข้อบกพร่องของตนได้รายข้อ เพื่อนำไปปรับปรุงในอนาคต และถ้านักศึกษาต้องการทราบว่าเพราะเหตุใดตนจึงได้คะแนนเช่นนั้นก็สามารถขอดูกระดาษคำตอบและพูดคุยกับท่านอาจารย์ได้อีกด้วย
...ส่วนเรื่องเกียรตินิยมนั้น นิติ มธ. ได้กำหนดไว้ว่า เกียรตินิยมอันดับ 1 ต้องได้คะแนนเฉลี่ย 85% ขึ้นไป และเกียรตินิยมอันดับ 2 ต้องได้คะแนนเฉลี่ย 75% ขึ้นไป -- โดยจะต้องไม่เคยตกวิชาใดๆทั้งสิ้น (จึงทำให้เกียรตินิยมของมธ.ได้ยากมาก เพราะสอบครั้งเดียวปลายภาคไม่สามารถแก้ตัวใหม่ได้ ถ้าตกคือตก ผ่านคือผ่าน) และผู้ที่ได้เกียรติฯ1 ในวิชาพื้นฐานต้องไม่ได้ต่ำกว่าเกรด C และผู้ที่ได้เกียรติฯ2 ในวิชาพื้นฐานต้องไม่ได้ต่ำกว่าเกรด D ด้วย

2.เรื่องคณาจารย์
ท่านอาจารย์ในคณะ นิติ มธ. มีไม่ต่ำกว่า 70 ท่าน (มากที่สุดในไทย)
มีท่านที่ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ทั้งสิ้น 9 ท่าน (มากที่สุดในไทย จุฬามี 6 คน)
รองศาสตราจารย์ไม่ต่ำกว่า 26 ท่าน
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ไม่ต่ำกว่า 9 ท่าน
* ทั้งนี้ ศ.ในสาขานิติฯในประเทศไทยมีจำนวนน้อยมากๆเมื่อเทียบกับสาขาอื่น
สำเร็จปริญญาเอกไม่ต่ำกว่า 36 ท่าน
..และยังมีท่านอาจารย์ที่สำเร็จปริญญาและได้ magna cum laude และ summa cum laude ถึง 2 ท่านคือ
- ผศ.ดร.กิตติศักดิ์ ปรกติ
ปริญญาโท ด้วยผลการเรียนระดับ magna cum laude
ปริญญาเอก ด้วยผลการเรียนระดับ summa cum laude ม.บอนน์ เยอรมัน
- รศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์
ปริญญาเอก ด้วยผลการเรียนระดับ magna cum laude
(หมายเหตุ..magna cum laude เป็นผลการเรียนระดับดีเลิศ และ summa cum laude เป็นผลการเรียนระดับดีมาก *ซึ่งเป็นนิติฯ ที่เดียวที่มีท่านอาจารย์ที่ได้มา)

3. เรื่องระบบการเรียนวิชาพื้นฐาน วิชาเฉพาะ และวิชาเลือกพิเศษชำนาญการเฉพาะทาง
..นักศึกษาธรรมศาสตร์ปี 1 ทุกคนต้องเรียนวิชาพื้นฐาน ซึ่งเป็นวิชาบูรณาการความรู้ในด้านต่างๆ เช่น บูรณการทางสังคมศาตร์,บูรณาการทางวิทยาศาสตร์,บูรณาการทางปรัชญา,ภาษา เป็นต้น (ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดที่ว่าบัณฑิตจักต้องมีความรู้รอบด้านอย่างกว้างขวางมิใช่รู้เพียงเรื่องเดียว แต่สามารถเชี่ยวชาญชำนาญด้านใดด้านหนึ่งโดยเฉพาะ เพราะความเป็นจริงในสังคมแล้วนั้นมิใช่เกี่ยวข้องเฉพาะกฎหมายเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวโยงกับศาสตร์อื่นๆอีกด้วย)
..นอกจากนี้ยังต้องศึกษาวิชาบังคับของแต่ละคณะอีกด้วย ซึ่งนิติฯก็คือวิชากฎหมายนั่นเอง
..และ นิติ มธ. ไม่มีแยกสาขาออกไป ทำให้ทุกคนศึกษาวิชากฏหมายเหมือนกันทุกวิชาในวิชาที่เป็นกฏหมายบังคับ แต่สามารถเลือกวิชาเลือกให้เป็นสาขาที่ชำนาญการเฉพาะได้ แบ่งเป็น 4 สายคือ สายกฏหมายมหาชน, สายกฏหมายแพ่ง, สายกฏหมายการค้าและธุรกิจ,สายกระบวนการยุติธรรม หากนักศึกษาเลือกวิชากฎหมายตามสายที่กำหนดแล้วก็จะได้ ใบปริญญาบัตร + ประกาศนียบัตรชำนาญการเฉพาะ สาย.....................

4.เรื่องการก่อตั้งคณะนิติศาสตร์ -- ถ้าเจ้าของกระทู้ศึกษาประวัติศาสตร์ให้ดีและลึกซึ้งกว่านี้ก็จะทราบว่า

คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีประวัติศาสตร์ยาวนาน และสัมพันธ์กับโรงเรียนกฎหมาย กระทรวงยุติธรรมในอดีต

การก่อตั้งโรงเรียนกฎหมาย กระทรวงยุติธรรม

การศึกษาวิชากฎหมายในประเทศไทยแต่เดิมมานั้น ไม่มีโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยกฎหมาย เป็นการศึกษาโดยการสั่งสอนสืบเนื่องต่อ ๆ กันมาจากผู้มีความรู้เชี่ยวชาญและสนใจในวิชาด้านนี้ และมิได้มีการศึกษากันแพร่หลาย มีความเชี่ยวชาญกันตามลักษณะหน้าที่การงานที่เกี่ยวข้องเท่านั้น ที่มาแห่งการศึกษาทางกฎหมายในสมัยนั้นคงมาจากพวกอาลักษณ์ลูกขุน ราชบัณฑิตและผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องในทางคดี และกฎหมายนั้นก็มีอยู่น้อยฉบับ มีสมบูรณ์แต่เพียงของหลวง 3 ฉบับเท่านั้น

ต่อมาเมื่อเสด็จในกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ครั้งยังดำรงพระยศเป็นพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ ได้ทรงรับตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงยุติธรรม พระองค์จึงได้ทรงตั้งโรงเรียนกฎหมายขึ้น เมื่อพุทธศักราช 2540 แต่ก็ยังไม่ปรากฏฐานะในทางราชการอย่างใด เป็นแต่ได้มีประกาศแจ้งความกำหนดการสอบไล่แก่นักเรียนกฎหมายลงในราชกิจจานุเบกษา ของทางราชการเท่านั้น (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 14 ลงวันที่ 22 พฤศจิกายน ร.ศ. 116 หน้า 530) สถานที่ตั้งของโรงเรียนกฎหมายในสมัยนั้นใช้ห้องเสวย ซึ่งอยู่ติดกับห้องเสนาบดีกระทรวงยุติธรรมเป็นที่สอน กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เสนาบดีกระทรวงยุติธรรม เป็นผู้ทรงสั่งสอนด้วยพระองค์เอง หลังจากเสวยพระกระยาหารกลางวันแล้ว ต่อมาเมื่อมีนักเรียนเพิ่มมากขึ้นจึงได้ขยับขยายไปที่ตึกสัสดีหลังกลาง

ครั้นเมื่อกรมหลวงราชบุรีฯ ทรงพ้นจากตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงยุติธรรม ในปี 2453 แล้ว โรงเรียนกฎหมายก็ทรุดโทรมลง ซึ่งอาจเป็นเพราะผู้ที่มาดำรงตำแหน่งเสนาบดีแทนไม่ใช่เนติบัณฑิต หรือไม่ใช่อาจารย์ของเนติบัณฑิตนั่นเอง จึงเกิดความขัดข้องในเรื่องโรงเรียนกฎหมายขึ้น โรงเรียนกฎหมายของกรมหลวงราชบุรีฯ ต้องระเหเร่ร่อนไปอาศัยวัดมหาธาตุชั่วคราว แล้วย้ายไปที่เรือนไม้หลังเล็กๆ ระหว่างตึกศาลแพ่งกับตึกเก๋งจีน บัดนี้ได้รื้อไปไม่เห็นซากแล้ว เวลาสอบไล่ก็ไปอาศัยทำการสอบที่ระเบียงวัดพระแก้ว ต่อมาใน พ.ศ. 2454 (ร.ศ. 130) พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงทะนุบำรุงให้เป็นโรงเรียนหลวงสังกัดอยู่ในกระทรวงยุติธรรม และให้เสนาบดีกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้รับผิดชอบ และได้ย้ายสถานที่มาตั้งอยู่ ณ ตึกกรมประชาสัมพันธ์เดิมที่เชิงสะพานผ่านพิภพลีลา


การรับโอนโรงเรียนกฎหมายกระทรวงยุติธรรมมายังมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เมื่อเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองแผ่นดินแล้ว ได้มีคำแนะนำต่อรัฐบาลให้รวมการศึกษากฎหมายเข้าอยู่ในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งยังไม่มีการสอนกฎหมายเพื่อให้ประกาศนียบัตรสำหรับวิชากฎหมายโดยเฉพาะในมหาวิทยาลัยนั้น จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งคณะนิติศาสตร์ขึ้นในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และให้โอนโรงเรียนกฎหมาย กระทรวงยุติธรรมไปสมทบกับคณะนิติศาสตร์ในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2476 เมื่อได้โอนโรงเรียนกฎหมายไปจากกระทรวงยุติธรรมแล้ว ทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้จัดให้โรงเรียนกฎหมายเป็นแผนกนิติศาสตร์ในคณะนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ ผู้ที่สำเร็จหลักสูตรวิชานิติศาสตร์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในสมัยนั้นได้รับเพียงประกาศนียบัตร ถ้าต้องการจะเป็นเนติบัณฑิตก็ต้องไปสมัครเป็นสมาชิกของเนติบัณฑิตยสภาอีกชั้นหนึ่ง จึงจะเรียกว่า เนติบัณฑิตได้

การโอนโรงเรียนกฎหมายของกระทรวงยุติธรรมไปยังจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นการโอนเพียงชั่วคราวไม่ถึงปี เนื่องจากในปีต่อมา (พ.ศ. 2476) ได้มีการตราพระราชบัญญัติ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง พ.ศ. 2476 ให้โอนคณะนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ซึ่งสังกัดในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมาตั้งเป็นมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง เพื่อให้เป็นสถาบันการศึกษาที่ประชาชนได้มีโอกาสศึกษาวิทยาการอย่างกว้างขวางและนำความรู้ไปใช้ให้เป็นประโยชน์แก่บ้านเมือง ในครั้งนั้น ท่าน ดร. ปรีดี พนมยงค์ ดำรงตำแหน่งผู้ประศาสน์การ ในฐานะที่เป็นผู้ร่างโครงการจัดตั้งมหาวิทยาลัยนี้ขึ้น ทั้งนี้ โดยดัดแปลงอาคารเก่าซึ่งใช้เป็นที่เก็บอาวุธยุทธภัณฑ์ของกรมช่างแสงทหารบก ในบริเวณวังหน้าท่าพระจันทร์ ใช้เป็นที่ตั้งมหาวิทยาลัยมาจนทุกวันนี้ มีการสร้างโดมคลุมหลังคาซึ่งเป็นตึกที่สูงเด่นแห่งหนึ่งของพระนครในเวลานั้น ตึกโดมซึ่งเป็นรูปปลายแหลมเหมือนกับปลายดินสอ นี้มีผู้แปลความหมายว่าเป็นสัญลักษณ์ของแม่โดม ที่ผลิตลูกออกมาเป็นชาวธรรมศาสตร์ ผู้มีสติปัญญาเฉียบแหลมประดุจปลายดินสอฉะนั้น

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมืองได้เริ่มทำพิธีเป็นปฐมฤกษ์ เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2477 วันนั้นพอดีเป็นวันตรงกับวันที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ในหลวงรัชกาลที่ 7 ทรงพระราชทานรัฐธรรมนูญชั่วคราว จึงมีผู้กล่าวว่า ประชาธิปไตยของเมืองไทยได้เริ่มฝังรากอยู่ที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นี้เอง ในวันพิธีเปิดมหาวิทยาลัยเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2477 ฤกษ์เวลา 15.00 น. ท่าน ดร. ปรีดี พนมยงค์ ผู้ประศาสน์การได้กราบทูลรายงานการก่อตั้งมหาวิทยาลัยต่อเสด็จในกรมพระนริศรานุวัตติวงศ์ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ซึ่งเสด็จมาเป็นประธานในพิธีท่ามกลางแขกผู้มีเกียรติทั้งชาวไทย และต่างประเทศ มีข้อความดังนี้

“ขอพระราชทานกราบทูล ทรงทราบใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท

วันนี้เป็นวันมงคลดิถีบรรจบพร้อมกัน 2 ประการ ประการหนึ่ง วันที่ 27 มิถุนายนนี้ เป็นวันพระราชทานรัฐธรรมนูญชั่วคราวแห่งพระราชอาณาจักรสยาม ประการที่สอง มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง ได้พยายามเร่งรัดการงานจนสามารถเปิดได้ในวันนี้ เพื่อดำเนินการสอนวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองตามพระราชบัญญัติที่ได้ประกาศตั้งมหาวิทยาลัยนี้ขึ้นให้ทันในวันที่ 1 กรกฎาคม นี้
การตั้งสถานศึกษาตามลักษณะของมหาวิทยาลัย ย่อมเป็นเครื่องพิสูจน์และเป็นปัจจัยในการแสดงความก้าวหน้าของประเทศ ประชาชนชาวสยามจะเจริญในอารยธรรมการศึกษาอันดี ตั้งแต่ชั้นต่ำตลอดจนถึงการศึกษาชั้นสูง เพราะฉะนั้น ในการที่จะอำนวยความประสงค์และประโยชน์ของราษฎรในสมัยนี้จึงจำเป็นต้องมีการศึกษาให้ครบบริบูรณ์ทุกชั้น
มหาวิทยาลัยย่อมอุปมาประดุจบ่อน้ำ บำบัดความกระหายของราษฎรผู้สมัครแสวงหาความรู้อันเป็นสิทธิและโอกาสที่เขาควารมีควรได้ ตามหลักแห่งเสรีภาพในการศึกษา รัฐบาลและสภาผู้แทนราษฎรเห็นความจำเป็นในข้อนี้ จึงได้ตราพระราชบัญญัติจัดตั้งมหาวิทยาลัยขึ้น
ในปัจจุบันนี้ ประเทศสยามมีความประสงค์อันยิ่งใหญ่ที่จะปรับระดับการศึกษาของราษฎรให้ถึงขนาดเหมาะแก่กาลสมัย ถ้าระดับการศึกษายังไม่เจริญถึงขนาดตราบใดความก้าวหน้าของประเทศ ก็ยังจะเป็นสิ่งที่มองไม่เห็นอีกนาน ยิ่งในสมัยที่ประเทศของเราดำเนินการปกครองระบอบรัฐธรรมนูญเช่นนี้แล้ว เป็นการจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีมหาวิทยาลัยสำหรับประศาสน์ความรู้ในวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองแก่พลเมืองให้มากที่สุดที่จะเป็นได้ เปิดโอกาสให้แก่พลเมืองที่จะใช้เสรีภาพในการศึกษากว้างขวางยิ่งขึ้นเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติสืบต่อไป…”
เมื่อผู้ประศาสน์การกล่าวรายงานเสร็จแล้วผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ทรงกล่าวตอบมีความตอนหนึ่งว่า

“ข้าพเจ้าเห็นสอดคล้องต้องถ้อยคำที่ท่านกล่าวมาว่า สมัยนี้ประเทศของเราจะต้องเผยแพร่วิชาธรรมศาสตร์และการเมืองให้แพร่หลาย เพื่อปวงชนจะได้รับทราบความเป็นไปในบ้านเมืองซึ่งทุกคนเป็นเจ้าของ
ข้าพเจ้าขอเปิดมหาวิทยาลัยนี้ ด้วยสัจจาธิษฐานขออำนาจพระรัตนตรัยจงได้คุ้มครองมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง พร้อมทั้งอาจารย์และนักศึกษาทั้งหลายตลอดจนเจ้าหน้าที่ดำเนินการ ขอให้มหาวิทยาลัยนี้มั่นคงถาวรยืนนาน บรรลุถึงความสำเร็จอย่างไพศาลสมบูรณ์ ขอให้นักศึกษามีความรุ่งเรืองสามารถจะกระทำกิจอันเป็นประโยชน์แก่ชาติและประเทศต่อไปข้างหน้าเทอญ”

นี่คือความหลังในวันพิธีเปิดมหาวิทยาลัยของพวกเรา และพวกเราได้ใช้เป็นที่ศึกษาตลอดมาจนทุกวันนี้


ธรรมศาสตร์บัณฑิต (ธ.บ.)

หลักสูตรปริญญาตรีในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมืองในสมัยนั้น ไม่ได้แยกเป็นคณะต่าง ๆ อย่างสมัยนี้ สมัยนั้นมีแต่ธรรมศาสตร์บัณฑิต ซึ่งเรียกโดยย่อว่า ธ.บ. โดยแบ่งการศึกษาออกเป็น 6 ภาค ภาค 1 ถึง ภาค 4 เป็นการศึกษาวิชากฎหมายโดยเฉพาะซึ่งได้แก่ ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายทั่วไป ธรรมนูญศาลยุติธรรม กฎหมายรัฐธรรมนูญ กฎหมายการเลือกตั้ง กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยทรัพย์ กฎหมายอาญา วิธีพิจารณาความอาญา กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยทรัพย์ กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยการประกันด้วยบุคคลและทรัพย์ กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยซื้อขาย แลกเปลี่ยนให้ กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยเช่าทรัพย์ เช่าซื้อ จ้างแรงงาน จ้างทำของ รับขน กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยยืม ฝากทรัพย์ เก็บของในคลังสินค้าประนีประนอม การพนันและขันต่อ กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยตัวแทน นายหน้า จัดการงานนอกสั่ง กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยบัญชีเดินสะพัด ตั๋วเงินประกันภัย กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยหุ้นส่วนบริษัทและสมาคม วิธีพิจารณาความแพ่ง กฎหมายลักษณะพยานและจิตวิทยา กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยครอบครัวและมรดก กฎหมายลักษณะล้มละลาย

ส่วน ภาค 5 และภาค 6 นั้น ศึกษาวิชาเกี่ยวกับการเมือง คือ สิทธิเศรษฐกิจ เศรษฐศาสตร์ กฎหมายการคลัง กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง คดีบุคคล คดีอาญา กฎหมายปกครอง และระเบียบวิธีปฏิบัติราชการของทบวงการเมือง

ส่วนการศึกษาในชั้นปริญญาโทนี้ได้แยกออกเป็น 4 สาขา คือ นิติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ และการทูต

อาจารย์ทวี กสิยพงศ์ ได้เขียนเล่าความหลังไว้ในจุลสารธรรมศาสตร์ ปีที่ 6 ฉบับที่ 17 เดือนมิถุนายน 2519 ว่า

“ครั้งหนึ่งข้าพเจ้าได้มีโอกาสพบกับท่านผู้ประศาสน์การ ได้เรียนถามท่านถึงความคิดที่วางหลักสูตรธรรมศาสตร์บัณฑิตขึ้นในสมัยนั้นว่าท่านมีความประสงค์อย่างไร ท่านผู้ประศาสน์การได้กรุณาชี้แจงให้ฟังว่าหลักสูตร ธ.บ. ที่วางไว้นั้น ได้คำนึงถึงการที่จะให้นักศึกษาที่สำเร็จไปมีโอกาสประกอบอาชีพได้อย่างกว้างขวง โดยมิให้จำกัดอยู่เพียงวิชาทางกฎหมาย แต่อย่างเดียวเพราะว่าอาชีพนี้มีจำกัดอยู่เฉพาะผู้พิพากษา อัยการ ทนายความ หรือที่ปรึกษากฎหมายเท่านั้น ท่านต้องการให้จบปริญญา ธ.บ. สามารถเลือกอาชีพได้โดยกว้างโดยจะไปเป็นอำเภอหรือผู้ว่าราชการจังหวัดก็ได้ เป็นนายตำรวจ สหกรณ์หรือเจ้าหน้าที่ในกระทรวงการคลัง การเศรษฐกิจ การทูต หรือจะรับราชการในกระทรวงได้เรียนระเบียบปฏิบัติราชการทุกกระทรวง รวมทั้งอยากจะไปทำการค้าก็ได้ เพราะเรียนรู้หลักเศรษฐศาสตร์แล้ว ท่านบอกว่าท่านภูมิใจเหลือเกินที่ลูกศิษย์ลูกหาชาวธรรมศาสตร์ของท่านมีอยู่ในทุกสาขาอาชีพ แม้แต่ผู้ที่เรียนไม่จบปริญญา ก็ยังสามารถใช้ความรู้ทางวิชาดนตรีที่ร่ำเรียนเตรียมปริญญาเป็นหัวหน้าดนตรีได้ และการที่ท่านวางหลักสูตรให้นักศึกษาชั้นปริญญาตรีทุกคนได้วิชาเศรษฐศาสตร์ และลัทธิเศรษฐกิจด้วยนั้น ก็โดยมีเหตุผลว่ามนุษยชาติที่อยู่ร่วมกันในสังคมนั้นต้องมีเศรษฐกิจเป็นรากฐานนักกฎหมายต้องรู้หลักเศรษฐกิจด้วย เพื่อจะได้รู้ถึงพื้นฐานของสังคม กฎหมายที่ออกมาก็ต้องคำนึงถึงพื้นฐานทางเศรษฐกิจของสังคม เพราะฉะนั้นท่านจึงเห็นว่านักกฎหมายจะต้องเรียนรู้หลักเศรษฐศาสตร์ควบคู่กันไปด้วย”
.............................................................................................................................................................................................................................................................................................................................เมื่อศึกษาประวัติดูแล้วมีประเด็นเป็นที่น่าสงสัยคือ
(1)ผู้ที่สำเร็จเป็นนิติศาสตรบัณฑิตรุ่นแรก ทำไมจึงจบจาก ธรรมศาสตร์
(2)สถานที่ที่เป็นแหล่งที่ตั้งนั้น ทำไมปัจจุบันอยู่ย่านสนามหลวง มิใช่สามย่าน
(3)การโอนโรงเรียนกฎหมายของกระทรวงยุติธรรมไปยังจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นการ"โอนเพียงชั่วคราวไม่ถึงปี" -- ถือได้ว่าก่อตั้งแล้วหรือ?
(4)ทำไมวันที่ ๑๘ มิถุนายนของทุกปีเป็นวันที่ระลึกวันสถาปนาคณะนิติศาสตร์ จุฬา - เพราะ คณะนิติศาสตร์ จุฬาได้รับการจัดตั้งเป็นคณะที่สมบูรณ์เริ่มตั้งแต่วันที่ ๑๘ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๑๕
(5)ทำไมคณะ นิติ มธ. มีอายุกว่า 70 ปี /แต่ นิติ จุฬา มีอายุ 30 กว่าปี -- และศิษย์เก่านิติ มธ.ก็เป็นศิษย์ที่เก่ากว่า (น่าสงสัย)

5.เรื่องวิชากฏหมายพื้นฐาน
เจ้าของกระทู้มิได้รู้ข้อเท็จจริงในนิติ มธ. เพราะที่นี่มิได้มีวิชากฏหมายพื้นฐานดั่งที่เจ้าของกระทู้เข้าใจ แต่เป็นวิชาแพ่ง:หลักทั่วไป ซึ่งคือการศึกษาวิชากฏหมายแพ่งโดยศึกษาตั้งแต่พื้นฐานและประวัติศาสตร์กฏหมายแพ่ง ไปจนถึงว่าด้วยเรื่องความสามารถของบุคคล ....แต่หากจะมองในมุมกฏหมายเอกชน-มหาชนนั้น นิติ มธ. ก็มีวิชากฏหมายมหาชนเช่นกัน ซึ่งเป็นการศึกษาพื้นฐานและความเป็นมาของกฏหมายมหาชน
*ทางคณะมิได้มีจุดประสงค์ให้วิชากฏหมายแพ่ง:หลักทั่วไป เป็นวิชาพื้นฐานกฏหมายที่จะครอบคลุมกฏหมายทุกสาขาอย่างที่เจ้าของกระทู้เข้าใจแต่อย่างใด

6.ผู้สำเร็จเนติบัณฑิตไทย
ผู้สำเร็จเนติฯจำนวนมากสุดแต่ละรุ่นจบจาก ราม
ผู้ที่ได้ลำดับที่ 1 เนติฯมากที่สุดจบจาก ธรรมศาสตร์
ผู้ที่ได้เกียรตินิยมจบจาก จุฬา

ส่วนในข้อความตอนท้ายที่ว่า "มันก็อาการกินบุญเก่ากันทั้งนั้น" จริงอยู่ที่นิติ มธ. จะมีศิษย์เก่าผู้ทรงคุณวุฒิมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ประธานศาลฏีกาท่านแรก-ปัจจุบัน อัยการสูงสุด ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้งคณะ ประธาณศาลปกครองสูงสุด นายกสภาทนายความ อดีตนายกรัฐมนตรี องคมนตรี อาจารย์นักวิชาการที่สังคมทั่วไปยอมรับ ..แต่ก็ยังมีรุ่นน้องๆที่คอยสืบทอดและเติบโตในวงการยุติธรรมอยู่ตลอดเวลา ***ซึ่งในปีนี้บัณฑิตจากนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ก็ได้รับพระราชทานทุนอานันทมหิดลอีกด้วย....ซึ่งอย่างน้อยเราก็มีศิษย์เก่าให้ชื่นชมและถือเป็นแบบอย่าง/ มิได้มีเพียงความหวังในอนาคตอย่างเดียว ซึ่งอนาคตนั้นอาจจะมีหรือไม่มีก็ได้ไม่แน่นอน..

นิติศาสตร์...ศาสตร์แห่งธรรม...ธรรมศาสตร์
01 ก.ย. 50 / 00:51
0 0
lawtham49
followup id 324066 125.26.160.223

#64# - 324067 [icon-addtodelete : 101 bytes]
***ซึ่งในปีนี้บัณฑิตจากนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ก็ได้รับพระราชทานทุนอานันทมหิดลอีกด้วย
ด้วยความเคารพครับ ทุนอานันทมหิดลสำหรับผู้ศึกษาวิชากฎหมายนั้นจะต้องจบมาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เท่านั้นนะครับ ผู้จบการศึกษาจากสถาบันอื่นไม่มีสิทธิสมัครครับ
01 ก.ย. 50 / 01:09
0 0
la la
followup id 324067 58.8.204.40

#65# - 324068 [icon-addtodelete : 101 bytes]
ทราบครับ คห.64 ผมเพียงต้องการสื่อว่า..
ยังมีรุ่นน้องๆที่คอยสืบทอดและเติบโตในวงการยุติธรรมอยู่ตลอดเวลา มิได้ต้องการเปรียบเทียบอย่างใดๆ
และ ส่วนที่คุณว่า" ผู้จบการศึกษาจากสถาบันอื่นไม่มีสิทธิสมัครครับ " ผู้ที่ได้รับพระราชทานทุนอานันทมหิดล นั้นมาจาการพิจารณาของคณะกรรมการเอง มิได้มาจากการสมัครเพื่อให้คัดเลือกแต่อย่างใด
01 ก.ย. 50 / 01:24
0 0
lawtham49
followup id 324068 125.26.160.223

#66# - 347478 [icon-addtodelete : 101 bytes]
สวนกุหลาบเกิดก่อน....................
06 พ.ย. 50 / 18:29
0 0
OSK 125
followup id 347478 125.27.213.210

#67# - 392103 [icon-addtodelete : 101 bytes]
แถมให้อีกข้อ คณบดีคนแรกของนิติจุฬา จบจากนิติธรรมศาสตร์
11 ก.พ. 51 / 22:55
0 0
555
followup id 392103 125.26.219.234

#68# - 392332 [icon-addtodelete : 101 bytes]
แมวสีอะไรก็ได้ ขอให้จับหนูได้ก็พอ คืออะไรไม่เข้าใจเลย ช่วยบอกที
12 ก.พ. 51 / 20:28
0 0
อยากรู้อ่ะ
followup id 392332 117.47.176.161

#69# - 392463 [icon-addtodelete : 101 bytes]
ไม่นึกว่าจะได้ประวัติศาสตร์ธรรมศาสตร์ที่นี่..... - -

ข้าพเจ้าก็จบนิติศาสตร์มาเหมือนกัน (สถาบันไหนไม่บอก) แต่กำลังจะต่อโทธรรมศาสตร์....

(พิมพ์หาแนวข้อสอบเข้าดันมาเจอเด็กสวนทะเลาะกัน โปรดระวังไว้เพราะคนจำนวนมากอาจมองท่านอยู่ google ช่วยนำเสนอให้เรียบร้อยแล้ว)

ป.ล. ทั้งกระทู้ไม่มีอะไรจะแย้ง ยกเว้นระบบว้าก ในสายตาผมมีค่าแค่ให้รุ่นพี่รู้สึกเหนือกว่าก็เท่านั้น กับรุ่นน้องดูจะไม่มีอะไรเลยยกเว้นก็เพียงแค่รอรับมรดกไปว้ากต่อ เป็นวัฏจักรแห่งความงี่เง่า

เรื่องที่ดีอยู่แล้วควรเก็บไว้ แต่เรื่องไม่ดีจะเก็บเอาไว้ทำไมก็ไม่รู้ นี่แหละมนุษย์ ความจริงแค่คนเราแต่ละคนควบคุมตัวเองให้ไม่ต้องไปเบียดเบียนคนอื่นได้ก็คงไม่มีปัญหาอะไรอย่างแน่นอน ทว่าคนเรากลับโทษว่าต้องมีกฎเกณฑ์หน้าที่ที่รัดกุม มิฉะนั้นฉันจะแหกมันออกไปให้ดูแสดงความเหนือกว่า...... เพราะฉะนั้นในสายตาผมมองยังไง คนเห็นแก่ตัวแต่ใช้สิทธิของตนโดยไม่เบียดเบียนใครยังเป็นคนดีมากกว่าพวกคนบ้าโวยวายสั่งนู่นสั่งนี่คนอื่น เพื่อแสดงถึงอำนาจอันมีค่าของตนจนเห็นว่าควรรักษามันไว้ตราบนานเท่านาน หลายร้อยพันเท่า

ด้วยความไม่เคารพ (ขอพูดตามตรงครับจุดนี้)
13 ก.พ. 51 / 00:08
0 0
เดินตามลิงค์มา
followup id 392463 58.9.168.145

#70# - 393989 [icon-addtodelete : 101 bytes]
นิติศาสตร์ ม.ร ก็มีดีคร้าป แต่ละท่านที่ประจำตำแหน่งผู้พิพากษา อัยการ เยอะแยะจบจากที่รามทั้งนั้น และที่นี่ไม่มีคะแนนเก็บช่วยนะครับ อ่านเองศึกษาเอง(อย่างนี้ซินักศึกษาของจริง)เข้าห้องสมุดบ้าง และที่สำคัญที่อื่นสอบเข้าแต่ที่รามต้องสอบออกนะคร้าปไม่ง่ายแต่ถ้าเรื่องกฎหมายนี่คุณไม่ต้องไปยึดถือสถาบันหรอกครับต่อให้คุณจบ ที่ว่ามีชื่อเสียง แต่ทำงานในด้านนี้ไม่เก่งก็ไม่มีใครเอาไปเป็นภาระหรอกครับ
16 ก.พ. 51 / 10:24
0 0
เด็กราม
followup id 393989 124.120.79.62

#71# - 396237 [icon-addtodelete : 101 bytes]
นี่คุณมีการศึกษาที่ไหนกันมานั่งโจมตีกันอยู่ ดูม.รามของเราไม่เคยมาว่าใครเพราะมีแต่คนจบไปได้ใหญ่ๆโตๆทุกคนพวกครม.ท้งนั้นยุ่งทำแต่งานบริหารบ้านเมือง ส่วนอีกพวกก็ดาราทั้งน้านคุณลองถามดูดิ ขนาดดาราวัยรุ่นมาแรงอย่างมาริโอ เมาเล่อ ก็รามจะ
21 ก.พ. 51 / 21:03
0 0
ลูกพ่อขุน : [ protect email from spamware ] : 471050
followup id 396237 124.120.148.75

#72# - 417604 [icon-addtodelete : 101 bytes]
เห็นด้วยกับ จขกท ในเรื่องห้องเชียร์ ในปี 2550 ห้องเชียร์คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ ถ้านำไปเทียบกับคณะอื่นๆ ในจุฬาฯ นับว่าไม่ค่อยโหดแล้ว แต่น่าจะเป็นความรำคาญใจมากกว่า ที่ต้องมานั่งฟังพี่เชียร์ดุด่า เวลาที่เพื่อนบางคนไม่ยอมเข้าห้องเชียร์ (บางคนก็ไม่เคยเข้าเลย) อีกทั้งการบังคับให้บูมซ้ำไปซ้ำมานั้น บูมจนคอแหบคอแห้งไปทั้งพี่และน้อง อยากทราบว่าการทำแบบนี้ จะช่วยสอนอะไรรุ่นน้องได้ ฝึกความอดทนในการตะโกน อย่างนั้นหรือ?

ตัวเรานั้นก็เข้าห้องเชียร์ทุกวัน แต่เวลาที่พี่เชียร์เมคฟีลลิ่งแบบว่า สำนึกผิดที่ว้ากน้องแล้วบูมไปบูมมาเป็นการลงโทษตัวเองนั้น เห็นเพื่อนหลายคนน้ำตาไหล แต่เราคิดว่ามันก็สมควรอยู่ เพราะในบางครั้ง พี่เชียร์บางคนก็ไม่ได้คิดสอนน้องจริงจัง แต่สนุกกับการวางอำนาจเท่านั้นเอง เราเลยนั่งเฉยๆ เพราะคิดว่าเป็นการแสดงอย่างหนึ่งที่ได้เคยซักซ้อมกันมา

เพื่อนบางคนเล่าว่า มีพี่เชียร์คนหนึ่ง ระหว่างที่น้องๆ ร้องเพลงนั้น แล้วบังเอิญร้องยังไม่ถูกใจพี่เชียร์ พี่คนนี้สบถคำหยาบออกมา (ไม่บอกละกันว่าพูดอะไร) ซึ่งน้องที่นั่งใกล้ๆ ก็รู้สึกแย่ที่ได้ยินวาจาหยาบคายจากพี่เชียร์ที่อ้างว่าตนมีหน้าที่สอนน้องให้รู้จักชีวิตจริงหลังจบการศึกษา

เคยถามพี่ที่เป็นพี่เชียร์ (ญ) ว่าทำไมถึงอยากเป็นพี่เชียร์ทั้งๆที่เวลาซ้อมและการฝึกหัดนั้นกดดันเป็นอย่างมาก เขาก็ตอบตามแพทเทิร์นว่า อยากสอนน้อง แต่อันที่จริงแล้ว ระบบอาวุโส หรือ Seniority ไม่อาจจะทำให้ทุกคนเคารพยำเกรงผู้อาวุโสกว่าได้เสมอไป หากผู้อาวุโสนั้น สักแต่ว่า "แก่เพราะกินข้าว เฒ่าเพราะอยู่นาน" ก็คงจะไม่มีผู้น้อยคนไหนที่อยากจะเคารพนับถือ หากไม่มีความสามารถอย่างแท้จริง ตัวอย่างมีให้เห็นมากมาย แม้แต่ผู้นำของไทยคนปัจจุบัน ก็มีพฤติกรรมดังสำนวนดังกล่าว

โดยส่วนตัวแล้ว ไม่คิดว่าจุฬาฯ กับธรรมศาสตร์ ใครจะดีกว่า หรือเหนือกว่าใคร สำคัญแต่ว่า "คุณธรรม" และ "จริยธรรม" ของผู้เป็นนักกฎหมายจากสถาบันทั้งสองนั้นมีเพียงใด และคิดว่า จขกท ไม่ได้มีเจตนาลบหลู่ดูหมิ่นคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แต่อย่างใด

อันที่จริง ควรมีการแนะแนวการศึกษาแก่รุ่นน้องที่สนใจเรียนคณะนิติศาสตร์ โดยพี่ๆ จากหลากหลายสถาบัน โดยให้ความรู้เกี่ยวกับการเรียนการสอน ลักษณะสายงานหลังจากจบการศึกษา โอกาสก้าวหน้าทางอาชีพ อาจจะแนะแนวไปถึงระดับที่สูงกว่าปริญญาตรีก็จะดีมาก และการศึกษาต่อต่างประเทศในสาขากฎหมาย ก็จะดีขึ้นไปอีก ทำให้น้องๆ มีสิทธิ์ตัดสินใจด้วยตนเองว่า ด้วยข้อเท็จจริงทั้งหลาย และสภาพแวดล้อมของตนนั้น ตนควรจะเลือกมหาวิทยาลัยใด แต่ไม่จำเป็นจะต้องเล่าประวัติของมหาวิทยาลัยตนให้ยืดยาว เพราะหามีประโยชน์อันใดไม่ อาจจะโชว์ในสไลด์พอให้รู้จัก แต่ไม่จำเป็นต้องสาธยายให้มากความ เพราะอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างสถาบันได้ เช่น ใครเกิดก่อน ใครเกิดหลัง ซึ่งล้วนแต่ไร้สาระ และบั่นทอนปัญญาเป็นอย่างยิ่ง

อยากแนะนำให้พี่ๆ ที่จะแนะนำน้อง ลองเปิดเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยต่างประเทศ ว่าเขาจะไม่โจมตีหรือดูถูกสถาบันอื่น อาจจะยกยอตัวเองซะหน่อย เพื่อดึงดูดใจนักเรียน แต่โดยมากจะนำเสนอเกี่ยวกับหลักสูตรการเรียนการสอน วิธีการเรียน + เก็บคะแนน โอกาสทางอาชีพ ฯลฯ

มหาวิทยาลัยทั้งสองที่เป็นข้อพิพาทในกระทู้นี้ ล้วนแต่มีผู้สำเร็จการศึกษาทำประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติมากมายรวมไปถึงนานาประเทศก็ให้การยอมรับ เราผู้ซึ่งเป็นคนรุ่นหลังควรจะภูมิใจว่าพี่ๆ ของเราจากสองสถาบันล้วนเป็นผู้มีความสามารถอย่างแท้จริง

ชื่อมหาวิทยาลัย ก็แปะอยู่ที่ใบปริญญาและทรานสคริปต์ของคุณเท่านั้น แต่ความรู้และคุณธรรม จะอยู่ในตัวคุณเสมอไม่เปลี่ยนแปลง จงเร่งพากเพียรให้เกิดความรู้และสั่งสมคุณธรรมจริยธรรมไปพร้อมกัน อนาคตของชาติไม่จำกัดอยู่ที่ชื่อมหาวิทยาลัยใดมหาวิทยาลัยหนึ่ง หรือต้องจบการศึกษาสูงๆ จะจบชั้นไหน สถานศึกษาใดล้วนไม่สำคัญ ขอเพียงมีความสามารถ คุณธรรม และความรักชาติบ้านเกิด ไม่คดโกงประเทศชาติ เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว

ป.ล. ไม่ได้เป็นทั้งเด็กสวนฯ และเด็กเตรียมฯ แต่เป็นเด็กต่างจังหวัดคนหนึ่งที่อยากแสดงความคิดเห็น
11 เม.ย. 51 / 01:36
0 0
Dr.GiFT_LawCU50
followup id 417604 222.123.176.34

#73# - 427077 [icon-addtodelete : 101 bytes]
ที่มันต้องนำมาเถียงกันแบบนี้

ก้เพราะว่า

บางที เดกธรรมศาสตร์ คณะนิติฯ มักจะ*** มาพูดว่า
นิติมธ ดีกว่า นิติจุฬา เสมอ**

อีกทั้งยังพูดว่าเดกที่ได้ที่ 1 ของคณะนิติ ก้เลือก มธ.

แต่เมื่อดูสถิติแล้วจะเหนได้ว่า เดกที่ได้คะแนนเปนที่ 1 ของประเทศ เค้าเลือก จุฬา*นะคะ

แต่ในมุมมองของหนู ความจริงแล้ว คะแนน มันก้ไม่ได้ต่างกันมาก

พูดอีกอย่างนึงคือ คณะนิติศาสตร์ของจุฬาฯ และมธ.นั้น พอๆกัน

ย้ำว่า มีจุดเด่นและจุดด้อยพอๆกัน

ถ้าเปนคณะอื่นๆ อย่างเช่น อักษรจุฬาฯ กับศิลปศาสตร์ มธ. ก้เหนได้ชัดว่าคะแนนมันต่างกันมาก คือคะแนนต่ำสุดของจุฬา ไปเปนคะแนนสูงสุดของ มธ.

แต่เนื่องจากคณะ นิติศาสตร์ เปนคณะอันดับ 1 ของ มธ และเปนคณะที่เปนหน้าเปนตาของทางมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพราะ มันก้ดีจิงเดก มธ.ก้เลยพยายามจะให้มันดีกว่าจุฬา ให้ได้

ประเด็นสำคัญคือ จุฬา ก้ไม่ได้ด้อยกว่า โดยก้สามารถดูได้จากคะแนน ว่าคะแนนพอๆกัน จุฬาสูงกว่านิดหน่อยด้วยซ้ำ แต่ก้คือ range เดียวกันอ่ะแหล่ะ

แต่ทำไมนะ?????

นู๋มักจะได้ยิน เดกมธ ชอบมาพูดทับถมจัง

ว่านิติธรรมศาสตร์ดีกว่า

เปนคณะอันดับ 1 ของ มธ .แล้วจำเปนจะต้องดีกว่าจุฬาฯด้วยหรอฮ้า

อันที่จิงเดกคณะนิติศาสตร์จุฬา ทุกคน สามารถเลือก นิติ มธ. ได้เลยนะ

แต่ว่าเดกนิติ มธ. อ่ะ ไม่ทุกคนนะที่สามารถเลือกนิติ จุฬาได้

คือจิงๆไม่ได้อยากพูดประโยคข้างบนนี้

แต่ก้เพราะเดก มธ. ชอบมาทับถมจุฬาจัง

บางทีถามดีดีว่ามันต่างกันยยังไง อะไรดีกว่า ก้มาพูดว่า ธรรมศาสตร์ดีกว่าสิ เพราะมันคือธรรมจักร

นู๋ไม่เหนว่าประเดนมันจะเกี่ยวกันเลย
เห่อๆ

แต่ถ้าถามเดกจุฬานะ เค้าจะบอกว่า

เน้นคนละด้านนะ เอกชน กับมหาชน

ฟังแล้วมันยังดูเกรงใจ


แต่ มธ. เห่อ แต่ก่อนนู๋ก้อยากเข้ามากเลยนะ

นิติ ม ธ.เนี่ย

แต่ถามเดก นิติ มธ. มา 3 คน ฟังแล้วมัน รุ้สึกคุนดูถูกจุฬาจัง

ปล. ถึง คห. 67 นะคะ

คณะบดีคนแรกของนิติจุฬา จบมธ แล้วไงล่ะคะ มันวัดอะไรได้หรอ จะบอกว่าจุฬายังๆเปนน้องๆ นิติ มธ.หรอ

แล้วทำไมเค้าไม่ไปเปนคณะบดี ของมธ ซะล่ะ*********

ปล.2 ที่ธรรมศาสตร์ดัง เพราะมีนักการเมืองและคนใหญ่คนโต จบมาจาก มธ.มากมาย

แต่จุฬา ถึงไม่ได้ไปเป็นนักการเมือง ก้เปนทั้งผู้พิพากษา และทนาย และอีกหลากหลาย ถึงแม้ไม่มีชื่อเสียงแต่ ก้ไม่ได้กระจอกนิคะ มันก้เปนอาชีพทีคนเค้าว่ายากกว่าจะมาเปนได้ เดก นิติมธ หลายคนก้ต้องประกอบอาชีพนี้ จะซักกี่คนกันเองที่ไปเปน นักการเมือง ยิ่งสมัยนี้รุ้สึกจะน้อยลงด้วยนะคะ
พวกคุนอย่ามัว กินบุญเก่า แล้วยังหยิ่งผยองกับชื่อเสียง ของนิติ มธ. จนมาพูดจาดูถูก และทับถม เดก นิติจุฬาให้มากนัก
เพียงแค่เค้าไม่ได้สนใจที่จะเล่นการเมืองเท่านั้น ไม่ใช่ว่าเดกนิติจุฬา จบไปแล้ว ทำอะไรไม่เปนนิ

ขนาดคนเชียรื มธ. เยอะนะคะแต่ก้ไม่เข้าใจ ทำไมที่ 1 ของประเทศ เค้ายังเลือก นิติจุฬาอยู่ เห้อ

ด้วยความไม่เคารพ (หนูก้พูดจากใจอ่ะค่ะ) อาจจะออกแนวเข้าข้างจุฬาบ้างแต่ เปนเพราะ หนูเองก้เคยอยากเข้านิติฯธรรมศาสตร์ แต่ฟังเดก มธ.แล้วขี้โอ่จัง หนูเลยไม่อยากจะเลือกแล้วล่ะค่ะ

ขอบคุนที่รับฟัง
03 พ.ค. 51 / 14:29
0 0
เดก ม 6คนนึง
followup id 427077 124.120.106.125

#74# - 435157 [icon-addtodelete : 101 bytes]
ธรรมศาตร์ติดแม่น้ำเจ้าพระยา จุฬาไม่ติด
23 พ.ค. 51 / 18:19
0 0
Jak
followup id 435157 58.97.30.2