 |
 |
![[icon-delete : 101 bytes]](img/icon-delete.gif) |
| " มาดูกึ๋น กุนซือ เศรษฐกิจ แม้ว วิเคาระห์ นโยบาย กะตุ้น เศรษฐกิจ มาร์ค " |
 |
 |
ดร.โอฬาร ไชยประวัติ อดีตรองนายกรัฐมนตรีเศรษฐกิจรัฐบาลสมชาย วิเคราะห์การทำงานรัฐบาล
ฝีพายศก. รัฐ-คลัง-แบงก์ชาติ ใครไม่ทำงาน!
เศรษฐกิจไทยแม้จะผ่านจุดต่ำสุด จากไตรมาส 1 ที่ติดลบถึงร้อยละ 7.1 แต่จากการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจในเดือนพฤษภาคม โดยเฉพาะภาคส่งออกที่มีสัดส่วนร่วมร้อยละ 70 ของจีดีพีติดลบถึงร้อยละ 26.6 ( มูลค่า 11,656 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯเทียบกับช่วง 5 เดือนปี 2551 ) ประมาณการเศรษฐกิจ โดยสถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง จึงคาดว่าเศรษฐกิจในไตรมาส 2 จะยังติดลบร้อยละ 4.01 หรือเฉลี่ยครึ่งปีแรกเศรษฐกิจไทยจะติดลบ ร้อยละ 5.5 และเป็นการติดลบทั้งปี เฉลี่ยร้อยละ 3 จากปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่มีความชัดเจน ราคาน้ำมันโลกที่พุ่งขึ้น และปัจจัยภายใน ปัญหาการเมือง เมื่อผนวกกับเครื่องมือและแนวทางแก้ไขของภาครัฐ
แก้ผิดโจทย์จีดีพีร่วง 4%
" ความเสียหายจากวิกฤติเศรษฐกิจครั้งนี้ถือว่า ไทยสูญเสียรายได้ไม่น้อยกว่า 1.2 ล้านล้านบาท แต่จะชดเชยบ่อน้ำที่รั่วอย่างไร ถ้าชดเชยได้ทั้งหมด 1.2 ล้านล้านบาท ก็ถือว่าเก่งสามารถประคองเศรษฐกิจยามนี้โตระดับร้อยละ 0 แต่ถ้าไม่ได้เศรษฐกิจปีนี้ก็อาจจะติดลบมากถึงร้อยละ 4 "
3 กลไกหลักเพื่อฝ่าปัญหาครั้งนี้ เขาว่าหากประเมินไตรมาส 2 เทียบไตรมาส 1 ทางด้าน 1.นโยบายการคลัง ตามวงเงินการขาดดุลงบ 400,000 ล้านบาทหรือเฉลี่ยเป็นเม็ดเงินขาดดุลไตรมาสละ 75,000 ล้านบาท หรือ 150,000 ล้านบาทในครึ่งปีแรก รัฐถือว่าสอบผ่านเพราะทำแล้ว โดยเป็นเม็ดเงินจากงบประมาณ 300,000 ล้านบาท และ งบกลางอีก 116,000 ล้านบาท จะพลาดไปบ้างก็ตรงในสถานการณ์นี้แทนที่จะลดภาษีกลับไปเพิ่มรายจ่ายภาษี (ภาษีน้ำเมา ,บุหรี่ ) ซึ่งทำให้ผลสัมฤทธิ์ของงบกลาง 116,000 ล้านบาทแทนที่จะถูกใช้เพื่อกระตุ้นดีมานด์ในประเทศ กลับเป็นการสร้างต้นทุนเพิ่มให้ประชาชน แต่ยังดีที่รัฐกลับใจทัน เตรียมยกเลิกภาษีสรรพสามิตน้ำมันในเร็ว ๆนี้
2 .นโยบายอัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยไตรมาส 2 ซึ่งเฉลี่ยค่าบาทอยู่ที่ 34.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ฯ แข็งกว่าเป้าหมายในระดับค่าเงิน 36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ และ 3. นโยบายการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน ที่ยังติดลบ จากเป้าสินเชื่อทั้งปีที่วางไว้ว่าจะเติบโตถึงร้อยละ 5 (เพิ่ม 300,000 ล้านบาท จากยอดคงค้างปี 2551 )
" นโยบายข้อแรกผมให้ A แต่นโยบาย 2,3 ผมให้แค่ D และ F และเฉลี่ยโดยรวมระดับ D หรือในระดับคะแนนเฉลี่ย 1 กว่าเท่านั้นเมื่อเทียบไตรมาสแรกที่อยู่ระดับ C หรือ 2.3 คะแนน
มาตรการคลังมีข้อจำกัดของตัวเอง การจะฝ่าวิกฤติตกต่ำเศรษฐกิจครั้งนี้ไปได้ จึงต้องอาศัยการออกแรง 3 ฝ่าย แต่ฝีพายในฟากของแบงก์ชาติขณะนี้กลับยังทำงานไม่ได้เต็มที่ โดยเฉพาะกลไกนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนและภาคสินเชื่อ ดร.โอฬาร กล่าวและว่า
*จี้ต่อมแบงก์ชาติ-รัฐ
การเกินดุลบัญชีเดินสะพัด ( (ส่งออก-นำเข้า ) + ดุลบริการ (ภาคท่องเที่ยว ) ) ในครึ่งปีแรก(มกราคม-มิถุนายน )ที่ประมาณว่ามีมากถึง 9,193 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ร้อยละ 9 ของจีดีพี) ซึ่งส่งผลให้บาทแข็งค่าจากกระแสเงินที่ไหลเข้า แต่กลไกทำงานของแบงก์ชาติที่ผ่านมากลับยังไม่แทรกแซงมากพอ
"แบงก์ชาติต้องปรึกษากับรัฐบาลโดยเฉพาะกับนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีการคลังมากพอ ว่าอัตราแลกเปลี่ยนที่เหมาะสมสำหรับอนาคตเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์การเติบโตทางเศรษฐกิจ การจ้างงาน ดุลบัญชีเงินสะพัด เงินเฟ้อ ควรจะเป็นเท่าไร ก่อนที่กำหนดรูปแบบเป็นแพ็กเกจออกมา
และทุกวันที่ 1 มกราคมของปี รัฐบาล และแบงก์ชาติก็ต้องมาคุยกันแล้วว่าเศรษฐกิจในปีนั้นจะมุ่งหน้าอย่างไร พร้อมประสานนโยบายออกมา 4-5 ข้อในตัวเลขเป้าหมายที่เหมาะสมโดยไม่ขัดแย้งกันเอง ดีกว่าจะปล่อยให้ดื้อดึงกันไปจนทำให้ประเทศเสียหาย โดยตัวนายกรัฐมนตรีต้องเป็นคนสั่งการว่าค่าเงินที่เหมาะสมใน 6 เดือนข้างหน้าจะเป็นอย่างไร"
เขายกเหตุการณ์ในสมัยที่เป็นรองนายกฯ ฝ่ายเศรษฐกิจ ซึ่งได้รับมอบหมายจากนายก ฯ สมชาย ในเรื่องนี้ ซึ่งครั้งที่มีปัญหามาก แบงก์ชาติไม่ยอมทำ ( ดึงค่าบาทให้อ่อนลง ) ผมก็บอกกับรมว.คลัง ( ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช ) ว่าเราทำเองก็ได้ โดยความร่วมมือทีม สศค. (สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ) ใช้ความเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของก.คลังในสถาบันการเงินเฉพาะกิจ และรัฐวิสาหกิจ เข้าไปซื้อดอลลาร์ล่วงหน้าเพื่อคืนเงินกู้ต่างประเทศ อาทิ ในรายของ บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) , การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ ซึ่งเป็นผู้ซื้อดอลลาร์รายใหญ่คนหนึ่ง ทั้งนี้ก็เพื่อจะกดดันให้ค่าบาทอ่อน ซึ่งจะเห็นว่าก.คลังเองก็ทำได้
โดยสามารถทำได้ในจังหวะเวลาและขนาดที่เหมาะสม เช่นทำให้บาทอ่อนลงเพิ่มเพียงวันละ 0.05 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ฯ หรือจากเป้าหมายที่ผมวางไว้ 35.35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯในไตรมาสแรกมาเป็น 36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯในไตรมาส 2 ก็เป็นการอ่อนค่าเพิ่มเพียง 0.65 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ เพียงร้อยละ 1.84 ในช่วง เวลา 3 เดือน ซึ่งเป็นการเขยิบค่าขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยไม่ต้องห่วงว่าจะเกิดการเก็งกำไร เพราะไม่คุ้มกับต้นทุนที่ต้องแบก
* 1% บาทอ่อนจีดีพีเพิ่ม 0.14%
สำหรับใน 2 ไตรมาสหลังที่เหลือ หากแบงก์ชาติจะเข้าแทรกแซง เงินบาทให้อ่อนลง ทุกร้อยละ 1 ของค่าบาทที่อ่อนลง ก็ส่งต่อการเติบโตของเศรษฐกิจเพิ่มทั้งปีอีก ร้อยละ 0.14 ผมย้ำว่าสูงกว่าที่แบงก์ชาติประเมินถึง 14 เท่า ( ธปท.ประเมิน 1% ค่าบาทอ่อนลงส่งผลต่อจีดีพีเพียง 0.01) และหากค่าเงินบาทอ่อนลงถึง 35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ หรืออ่อนค่าเพิ่มร้อยละ 2.94 เทียบ 34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ฯ บนสมมติฐานว่าราคาน้ำมันโลก (ดูไบ ) 2 ไตรมาสสุดท้ายปรับขึ้นแตะระดับ 70 และ 75 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล เศรษฐกิจไตรมาส 3 และ 4 จะผงกหัวขึ้นทันทีอีกร้อยละ 0.47 และร้อยละ 0.35 ตามลำดับ หรือช่วยเศรษฐกิจโดยรวมทั้งปีได้อีกร้อยละ 0.41 ส่งผลให้จีดีพี ปี 2552 ติดลบเพียง 2.97 (จากที่ติดลบร้อยละ 3.17 หากค่าบาทยังยืนที่ 34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ) ก่อให้เกิดการจ้างงานเพิ่มถึง 800,000 คน และหากค่าบาทอ่อนเฉลี่ยถึงระดับ 36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ประเทศจะเพิ่มรายได้เข้ามากถึง 500,000 ล้านบาท เป็นการช่วยให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก (ตารางประกอบ )
" ดูอย่างเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นประเทศเล็ก และได้รับผลกระทบภาคส่งออก เกิดปัญหาในเวลาไล่เลี่ยกับไทยแต่ความได้เปรียบจากการมีอาวุธค่าวอนที่อ่อน ประกอบภาครัฐเทกเอ็กชั่นได้เร็ว สิ้นสุดไตรมาสแรก เศรษฐกิจก็สามารถฟื้นตัวได้เร็ว "
*แนะใช้กลไกธ.รัฐบีบ
ระบบคลายสินเชื่อ
ในขณะที่ฝีพายของการขับเคลื่อนให้ระบบสถาบันการเงินคลายเครดิต ซึ่งเป็นปัญหาหนึ่งว่าสินเชื่อทั้งระบบ ในช่วง 5 เดือน (มกราคม -พฤษภาคม ) ของปีนี้เทียบช่วงเดียวปี 2551 แม้ขยายเพิ่มร้อยละ 5 แต่ 5 เดือนของปี เทียบสิ้นปี 2551 สินเชื่อโดยรวมยังหดตัว โดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์เอกชน
ยกเว้น สถาบันการเงินเฉพาะกิจรัฐ 6-7 แห่ง ( ธ.อาคารสงเคราะห์ , ธ.เกษตรและสหกรณ์การเกษตร , เอสเอ็มอีแบงก์ ,ธ.เพื่อการส่งออกและนำเข้าฯ ,ออมสิน , อิสลามแบงก์ และบรรษัทสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย. ) ที่ปล่อยสินเชื่อเป็นบวกมาตั้งแต่เดือนเมษายน -พฤษภาคม 2552
นอกจากนี้ หากภาครัฐใช้เครื่องมือ"สถาบันการเงินในสังกัด " ที่มีส่วนแบ่งตลาดรวมกันร้อยละ 15 แล้วดึงแบงก์เล็กอีก 4-5 แห่งอย่าง ธ.ทิสโก้ ,ธ.แลนด์แอนด์เฮ้าส์ , ธ.เกียรตินาคิน ,ธ.สินเอเซีย ร่วมปล่อยกู้ โดยมี บสย. ค้ำประกันในรายเซ็กเตอร์ที่มีปัญหา 5- 10% และเป็นการปล่อยสินเชื่อในจุดที่จำเป็น คนอยากกู้และมีปัญญาจ่ายคืน ผมเชื่อว่าในไม่ช้า แบงก์พาณิชย์อื่น ๆที่เหลือ ก็ต้องหันมาปล่อยกู้อย่างน้อยก็ดันให้สินเชื่อทั้งระบบเติบโตใกล้เคียงเป้า 5 % หรือ ใกล้เคียง 300,000 ล้านบาท "
การดำเนินนโยบายสินเชื่อ ต้องตีให้แตกลงถึงพื้นแล้วต้องมีคน implement โดยผู้นำนโยบาย ต้องเข้าไปแก้ปัญหาหลักของประเทศก่อน เช่น ภาคส่งออกที่ติดลบ เข้าไปช่วยไม่ให้เซ็กเตอร์นั่นเจ๊งเสียก่อน หลังจากนั้นเป็นเรื่องภาคปฏิบัติในแต่ละรายแบงก์ แต่ต้องเข้าไปดู/กระทุ้ง เช่นในธุรกิจโรงแรม โดยปล่อยปลอดเงินต้น เมื่อธุรกิจดีจึงค่อยมาจ่าย การให้แบงก์ปล่อยกู้ยังนักท่องเที่ยว หรือปล่อยกู้เช่าซื้อให้คนซื้อรถ ซึ่งเมื่อมีผู้ซื้อ ธุรกิจก็ย่อมไปได้
อย่างไรก็ดี จากการประเมินผลการอัดฉีดนโยบายการคลังและนโยบายการเงิน โดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ระบุว่า หากค่าบาทอ่อนค่าลง 1 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ จะส่งผลกระตุ้นเศรษฐกิจร้อยละ 0.3 และหากดอกเบี้ยนโยบายภาครัฐลดลงร้อยละ 1 จะส่งผลต่อจีดีพีเพิ่มร้อยละ 0.03-0.04 เช่นเดียวกันกรณีที่สินเชื่อโดยรวมเพิ่มขึ้นทุก 100,000 ล้านบาท เศรษฐกิจจะขยายตัวเพิ่มอีก ร้อยละ 0.2-0.3
โหรเศรษฐกิจ ยังตบท้ายโดย เปิดประเด็นว่า 1 กรกฎาคม ศกนี้ โดยความร่วมมือทั้งจากภาครัฐ ก.คลัง และแบงก์ชาติ ฝีพายในด้านนโยบายการเงิน-การคลัง ก็น่าจะมีสัญญาณบางอย่างชัดเจนขึ้น
http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P8029540/P8029540.html
------------------------------------------------------------------------------
ตั้งแต่ รู้ว่า มาร์ก เอา กอบศักดิ์ มาเป็น ขุนพลเศรษฐกิจ ก้อรู้แล้ว เศรษฐกิจ ต้องดำดิ่ง เพราะ ความรู้ ความสามารถ เท่าหางอึ่ง จิงๆ |
 |
 |
| 30 มิ.ย. 52 / 16:24 |
 |
0
0
กง กง (3386) : n/a : n/a : n/a |
 |
|
 |
 |
|
|
view 476 : discuss 1 : rating - : bookmarked 0 : vote 0
|
75.80.193.220
|
|
|
 |