[suanboard monotone logo : 2777 bytes]
[header decor line : 64 bytes]
HOME RULE FAVOURITE MEMBER ZONE REACTIVATE FORGET PASSWORD    

SEARCH [icon freecompose : 217 bytes]
[icon register : 195 bytes] สิทธิพิเศษสำหรับสมาชิก : โพสต์รูป, รูปแบบตัวอักษร, ไอคอน, bookmark, ค้นหาข้อความ ฯลฯ [icon login : 178 bytes]

[icon-delete : 101 bytes]
" "ดร.วรภัทร ภู่เจริญ" ทำไมคุณถึงทำให้เด็กอายุ 17 ม.6 อย่างหนูร้องไห้ได้นะ "
ในความคิดของเรานะถ้ามีคนแบบนี้อยู่บนโลกใบนี้เยอะๆ โลกคงจะเจริญกว่านี้แน่นอน
คลิปนี้เพื่อนเราคนนึงส่งมาให้ดู เพื่อนเราคนนี้มันติดเเพทย์ไปแล้ว
เเล้วก็มันเกริ่นนำให้เราอยากดูว่า "เป็นบุคคลที่ฉันเเค่ฟังคำพูดก็รู้ว่าต้องเป็นคนฉลาดแน่ๆ"

ด้วยความที่พูดอย่างนั้นเลยไปหาคลิปมาดูจนได้
พูดตรงๆก็ได้ค่ะ ว่าสาเหตุที่ทำให้เราดูคลิปนี้แล้วอยู่ดีๆมันร้องไห้ขึ้นมา มันก็มีต้นเหตุมาจาก O-net ที่สอบไป

หากใครไม่เป็นเด็กม.6รุ่นนี้ก็คงอาจจะไม่มาเข้าใจความรู้สึกแบบนี้เท่าไหร่ แต่เราก็เข้าใจนะคะ เพราะสำหรับรุ่นพี่ทุกๆคนที่สอบผ่านมาเเล้ว มันไม่ผิดที่คุณจะรู้สึกเฉยๆ มันเป็นตามหลักจิตวิยาอยู่เเล้วที่ว่า ถ้าหากปัญหาไม่มาเจอกับตัว เราก็จะไม่รู้สึกเท่าไหร่หรอก

เเต่กับเด็กม.6มันไม่ใช่ มันเป็นอนาคต เป็นความหวัง เป็นสิ่งที่ตลอดระยะเวลา 15 ปีรอสิ่งนี้มาเติมเต็มให้ชีวิตผู้ใหญ่สมบูรณ์ มันเป็นเรื่องใหญ่มากด้วย ใหญ่ยิ่งกว่าหลินปิง ยิ่งกว่าการมานักแบ่งพรรคแบ่งพรรคของคนมีสีเสียอีก
เำพราะการศึกษามันกำหนดอนาคตชาติ เป็นรากฐานที่หยั่งเเล้วหยั่งลึก ถ้ารากไม่ดีต้นก็เน่า ที่ต้นเน่าเพราะมีสาเหตุมาจากผู้บ่มเพาะ ที่ไร้ซึ่งจรรยาบรรณอย่างถึงที่สุด

เด็กม.6 คนนึง {หลายๆคนด้วย} ที่พยายามเรียนหนังสือแทบเป็นแทบตลอดระยะเวลาตาย 15 ปีที่ผ่านมา สุดท้ายมาเจอข้อสอบเเบบนี้ ใครไม่ล้มครืนก็ดูจะเป็นคนที่เเข็งเเกร่งเกินไปเเล้วมั๊งสำหรับคนอย่างเรา

อยู่ดีๆเเค่ฟังคลิปนี้ก็ร้องไห้ออกมา หลายๆคนอาจจะหาว่าเราโรคจิต - - {ซึ่งเป็นรึป่าว อันนี้ก็ไม่เเน่ใจ} เเต่ทุกคำที่ท่านพูดมันโดน โดน โดนใจเราเต็มๆๆ

ดูเต็มๆได้ที่นี่ http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/topic/A8916528/A8916528.html


ความหวังเดียวของเราตอนนี้คืออยากให้กระทรวงศึกษาธิการดูคลิปนี้เเล้วกลับไปทบทวนตั้งเเต่รากเหง้าของการศึกษาไทย ความหวังเดียวของเราจริงๆค่ะ พูดความจริงนะ



ความคิดของด๊อกเตอร์ท่านนี้ ท่านบอกว่าท่านคิดไม่เหมือนคนอื่นตั้งเเต่เด็ก เเต่หนูอยากจะบอกคำคำนึงกับท่านค่ะ สิ่งที่ท่านพูดคือสิ่งที่หนูเห็นด้วยกับท่านมาตลอดทั้งชีวิตของหนู ความคิดที่ว่า

-ทำไมคนอายุเท่ากันต้องมาเรียนชั้นเรียนเดียวกัน (เห็นด้วย)
-ทรงผมเกี่ยวข้องกับเกรดยังไง (เห็นด้วย)
-วรรณคดีมันเป็นแค่เรื่องกามซะเยอะ เเต่ทำไมเอาแต่เรื่องกามมาสอน (เห็นด้วย)
-วันทองเป็นคนดีมากกกกก เเต่ทำไมดันถูกสอนว่าเป็นคนเลว(เห็นด้วย)
-นางยักษ์รักเดียวใจเดียว เป็นคนดีจะตาย เเต่กลับมองว่านางยักษ์ผิด คนที่ผิดจริงๆ คืออภัยมณีที่นหนีไปหานางเงือกต่างหาก(เห็นด้วย)
-ข้าราชการสมัยก่อนเลยนิสัย เหมือน พระมภัยมณี ขุนเเผน (ใช่ ใช่ ใช่)
-ประเทศไทยมีพิพิธภัณฑ์ห้องสมุด แต่ขาดแคลนห้องสมุดมากที่สุด (เห็นด้วย)

เเละอีกมากมาย



ความคิดที่ท่านคิดพูดตรงๆว่าเห็นด้วยทุกอย่าง
ขอบคุณจริงๆที่มีคนอย่างท่านอยู่บนโลกใบนี้ ขอบคุณจริงๆค่ะ
25 ก.พ. 53 / 12:16
0 0
รักสวนฯ [icon smile : 92 bytes] (5141) : n/a : n/a : n/a
view 1678 : discuss 3 : rating - : bookmarked 0 : vote 0 125.24.129.64

#1# - 598268 [icon-addtodelete : 101 bytes]
[member icon] 6 กระทู้แล้ว 55+ คงยังไม่หมดแค่นี้
25 ก.พ. 53 / 12:23
0 0
ชินโนะสุเกะ [icon smile : 92 bytes] (1961) : n/a : n/a : n/a
followup id 598268 58.9.14.193

#2# - 598270 [icon-addtodelete : 101 bytes]
[member icon] ปกติ ถ้าสี่กระทู้แล้ว จะต้องเพิ่มอีก ไม่ให้เป็น " สี่หาย " เผอิญกระทู้ที่ 6 เข้ากระแสตอนนี้พอดี เลยแถมให้
25 ก.พ. 53 / 12:36
0 0
รักสวนฯ [icon smile : 92 bytes] (5141) : n/a : n/a : n/a
followup id 598270 125.24.129.64

#3# - 598277 [icon-addtodelete : 101 bytes]
[member icon] ลองอ่านที่เด็กเขียนดูนะครับ

นี่ที่หนูเขียนอ่ะ หนูก็ไม่รู้จะเรียกมันว่าอะไรดี เรียงความก็ไม่ใช่ บทความก็ไม่เชิง
หนูก็เลยจะเรียกมันว่าความเรียงเชิงบ่นละกันนะแม่ ห้าๆๆ แม่เห็นว่ายังไงก็เชิญตามสบาย
ความเรียนเรื่องนี้ชื่อว่า "โรงเรียน(โรงเลียน)" จ้ะ


ฉันชอบช่วงสอบ

เพราะช่วงสอบเป็นเวลาที่ฉันได้มีโอกาสอยู่กับตัวเองมากขึ้น เนื่องจากฉันจำจะต้องขังตัว
เองไว้ในห้องสี่เหลี่ยม จมดิ่งไปกับหนังสือเรียนกองพะเนิน เพื่อเตรียมตัวกับการสอบใน
แต่ละครั้ง นั่นนับเป็นเวลาที่ฉันชอบและเป็นเวลาที่ได้ทรมานตัวเองไปในขณะเ ดียวกัน
ตั้งแต่เด็ก ฉันตั้งกฎกับตัวเองไว้ว่า ช่วงสอบจะอ่านแต่หนังสือเรียนเท่านั้น แม้ว่าอยากจะดู
โทรทัศน์ หรือแม้แต่อ่านหนังสืออื่นๆก็ทำไม่ได้ นับตั้งแต่นั้นมา ฉันสามารถที่จะรักษา
สัญญาที่ตัวเองได้ให้ไว้โดยตลอดมา ฉันมักจะสงสัยทุกครั้งที่เพื่อนบ่นว่าสอบได้คะแนน
ไม่ดี ฉันเลยถามว่าช่วงสอบได้อ่านหนังสือหรือไม่ เพื่อนตอบว่า "อ่านบ้าง เล่นบ้าง" การ
อ่านบ้างเล่นบ้าง คืออะไร ฉันไม่เข้าใจหรอก เพราะการอ่านหนังสือสอบของฉัน มันคือ
การอ่านหนังสือเท่านั้น ฉันยังนึกสงสัยด้วยซ้ำ ว่าทำไมช่วงสอบถึงเล่นกันอยู่ กรอบความ
คิดของฉันคือ "ช่วงสอบ คือต้องอ่านหนังสือเรียนเท่านั้น"

กล่าวมาถึงขณะนี้ หลายคนอาจจะคิดว่า ทำไมฉันถึงต้องเข้มงวดกับตัวเองมาก เพราะ
ขนาดบางคนไม่อ่านหนังสือสอบยังทำคะแนนได้ดีมาก บางครั้งก็ดีกว่าฉันเสียอีก ฉันคิด
ว่า การบังคับข่มใจตัวเองได้ต่างหากที่เป็นสิ่งสำคัญ คะแนนหรือชื่อเสียงที่ได้รับเวลา
ประกาศคะแนนในห้องนั้นมันก็แค่สิ่งที่เดี๋ยวมาเดี๋ยวไป มันก็เข้าข่ายได้ลาภ-เสื่อมลาภ
ได้ยศ-เสื่อมยศ ทั้งนั้นแล หากแต่คุณค่าและความภูมิใจที่สามารถบังคับจิตใจตัวเองได้
เป็นสิ่งที่ประเสริฐกว่า ฉันมองว่า คะแนนที่ดีนั้น เป็นได้แค่ตัวบ่งชี้ว่าเรามีความพยายาม
และบังคับข่มใจตัวเองมากแค่ไหนเท่านั้น ความเก่งมีหลายนิยาม และสำหรับแต่ละวิชาก็
นิยามความเก่งกันแตกต่างออกไป อย่างเช่น การเป็นคนเก่งเลข ย่อมต้องอาศัยทักษะ
และการฝึกฝน (แม้บางคนอาจมีพรสวรรค์ แต่ฉันเชื่อว่า ทุกสิ่งทั้งปวงมันเกิดมาจากพร
แสวงมากกว่า) การเก่งสังคม ย่อมต้องอาศัยการท่องจำ การหาข้อมูลและความเข้าใจ ถึง
จะมองปัญหาออกอย่างแยบคาย ดังนั้นฉันจึงขอสรุปว่า ความเก่ง แท้จริงแล้ววัดกันไม่ได้
มากเท่ากับความพยายามหรอก

แต่ฉันยอมรับว่าสองสามปีให้หลังมานี้ ฉันเริ่มเหนื่อยล้ากับการเรียนแบบท่องจำ แบบที่
ข้อสอบโรงเรียนเอื้ออำนวยและกำลังขุดหลุมฝังเด็กทั้งเป็นนั่นแล ข้อสอบแบบท่องจำ
กลายมาเป็นตัวที่ช่วยเสริมให้ระบบที่วัดโดยใช้คะแนนเป็นหลักนั้ นแข็งแกร่งขึ้น แม้ตัว
ฉันเองจะทำข้อสอบท่องจำได้ดี แต่ฉันยืนยันว่านั่นไม่ใช่ข้อสอบที่ดีพอ และไม่ใช่ข้อสอบ
ที่ฉันจะภาคภูมิใจเมื่อได้คะแนนออกมา โดยเฉพาะการเรียนวิชาสังคมศึกษาในโรงเรียน
ที่มัวแต่สอนให้เด็กท่องจำว่าเหตุการณ์นี้ เกิดต่อเหตุการณ์นี้ แต่เด็กไม่มีความเข้าใจเลย
สักนิดว่า "ทำไม" ทุกวันนี้ฉันคิดว่า เราเรียนหนังสือด้วยความรู้สึกที่ว่า เรียนไปเพื่อ
คะแนน คะแนนที่ดีจะได้เอนท์ติดมหาลัยดีๆ มหาลัยดีๆจะทำให้ได้เจอกับคนดีๆ เพื่อนดีๆ
คู่ชีวิตที่ดี แล้วต่อจากนั้นจะมีงานดีๆ ใช้ชีวิตไปตามครรลองกับสิ่งที่เราคิดฝันจินตนาการ
เอาเองว่าดี จนกลายเป็นสังคมที่คนไม่กล้าออกนอกกรอบ เพราะถ้าออกนอกกรอบไปก็
จะโดนประณามหยามเหยียดทันที แต่การเรียนในมุมมองของฉัน มันควรจะเป็นการเรียน
ที่ทำให้นักเรียนได้เห็นถึง "ความงาม" ของวิชานั้นๆ ได้เห็นว่าเพราะเหตุใดเราจึงต้อง
เรียนวิชานี้ แล้วในชีวิตของเราได้ใช้วิชานี้ไปทำประโยชน์อะไรแก่สังคม เราควรจะเรียน
ด้วยความรุ้สึกอยากจะเรียน มิใช่โดนบังคับให้เรียนในสิ่งที่ไม่อยากจะเรียน แล้วเอาตัว
วัดซึ่งไร้มาตรฐานมาวัด จากนั้นตีค่าว่า คุณเป็นคนเก่ง เพราะได้ 4 คุณเป็นคนไม่เก่ง
เพราะได้ 1 เหมือนกับการปั๊มตราพะยี่ห้อจากโรงงานอุตสาหกรรมที่มีชื่อว่าโร งเรียน

มันคือความเศร้า ทั้งๆที่โรงเรียนควรจะเป็นแหล่งที่เต็มไปด้วยพลังสร้างสรรค์และ แรง
บันดาลใจสำหรับเด็ก แต่ตอนนี้โรงเรียนกลับกลายเป็นโรงงานอุตสาหกรรมที่คอยผลิต
เด็กพิมพ์เดียวกันป้อนสู่ตลาดมหาวิทยาลัยเพื่อตั้งราคาเงินเดือ นเท่านั้น เด็กที่ไม่ได้
มาตรฐานก็มีอันต้องลงไปอยู่ในถังขยะที่ไม่มีใครต้องการ และถูกส่งไปกำจัดในที่สุด

ทั้งหมดนี้ ฉันนั่งนึกไปนึกมาตอนที่อ่านหนังสือเพื่อสอบวิชาประวัติศาสตร์
ถึงแม้ว่ามันไม่ได้เกี่ยวกับหนังสือเรียนแต่อย่างใด แต่ฉันหวังเพียงอยากจะสะท้อนความ
คิดบางประการที่ฉันไม่สามารถจะเก็บมันเอาไว้เพียงคนเดียว (มิฉะนั้นฉันต้องเป็น
โรคประสาทไปก่อนแน่)
ฉันมิได้ต้องการให้ผู้อ่านเชื่อดอก แต่ถ้ามันได้ให้อะไรกับผู้อ่านบ้าง ฉันก็พอใจ

โปรดแสดงความคิดเห็นทิ้งไว้ด้วยเถิด

ปล.ฉันชอบเพลงนี้ของ scrubb มาก มันเข้าท่า และไม่หน่อมแน้ม ชื่อเพลงคือ โรงเรียน
(โรงเลียน)

ที่มา http://www.managerroom.com/forums/forum_posts.asp?TID=8562
25 ก.พ. 53 / 13:00
0 0
รักสวนฯ [icon smile : 92 bytes] (5141) : n/a : n/a : n/a
followup id 598277 125.24.129.64