 |
![[icon-delete : 101 bytes]](img/icon-delete.gif) |
| " จากกล่องทิชชู่สู่การคอรัปชั่นในวงการแพทย์ " |
 |
 |
ได้มาจากเวบบอร์ดแห่งหนึ่งครับ อยากใหเพื่อนๆพี่ น้องๆ ได้อ่านกัน อ่านแล้วคิดอย่างไรบ้างครับ แล้วคณะเราเป็นแบบนี้หรือไม่
credit By...Dr.Pongthep <pongthwo@gmail.com>
แพทย์กับธุรกิจยา
ประเด็นนี้น่าสนใจครับ
ผมขอร่วมให้ความเห็นด้วยครับ
ผมอยากจะเล่าเรื่องจริงเรื่องหนึ่งที่เกิดขึ้นกับเพื่อนผม
โดยผมได้เขียนเรื่องนี้ลงในวารสารคลินิกมีค.52
ขออนุญาตคัดลอกมาเพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นกันครับ
จากกล่องทิชชู่
สู่คอรัปชั่นในวงการแพทย์
บทความนี้นำมาจากเรื่องจริง
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้นักศึกษาแพทย์และแพทย์จบใหม่ได้เรียนรู้และพัฒนาตนเองรวมทั้งวงการแพทย์
ความเห็นและเหตุการณ์ในบทความนี้มิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อตำหนิติติงผู้ใดองค์กรใด หรือ พาดพิงถึงผู้ใดให้เกิดความเสียหาย
“คุณหมอคะ
รับตัวอย่างยาและของฝากด้วยค่ะ”
เป็นคำพูดที่ชินหู
เมื่อเดินผ่านบู๊ทของบริษัทยาที่จัดในโรงเรียนแพทย์
ตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษาแพทย์ปี
4
เพื่อนหลายคนเดินผ่านวนไปหลายรอบเพื่อรับปากกาและกล่องทิชชู่ฟรีก่อนจะเดินกลับหอพักนักศึกษาแพทย์
“เฮ้ยทำไมไม่ไปเดินช๊อปปิ้งล่ะ
ได้ของฟรีเยอะแยะเลยนะ”เพื่อนถามด้วยความหวังดี
“ยาตัวอย่างเยอะแบบนี้ไม่รู้จะเอาไปทำอะไร”ผมตอบเพื่อให้ผ่านๆไป
“อ้าว
ก็เอายาไปแจกญาติๆที่บ้านก็ได้นี่”
เพื่อนของผมตอบพร้อมสีหน้าที่ดูมีความสุขที่ได้ของฟรี
ไม่ว่าจะได้ใช้หรือไม่ก็ตาม
คงเป็นวัฒนธรรมของคนบนโลกนี้
ที่ได้อะไรฟรีก็เป็นสิ่งที่ดีเสมอ
แต่คงยังตอบไม่ได้หรอกว่า
gimmick
เหล่านี้เป็นของฟรีจริงหรือไม่
จริงๆแล้วครอบครัวของผมอยู่ในวงการยา
พ่อเคยเป็นเซลล์ขายยา
จนมาเป็นเจ้าของร้านขายยา
พ่อเคยเล่าให้ฟังว่าเซลล์เขาจะรู้กันหมดว่าไปเสนอขายยาที่ไหน
มีหมอคนไหนเรียกเปอร์เซ็นต์
หมอคนไหนไม่เรียกเปอร์เซ็นต์
เพื่อจะได้คุยกับหมอได้ถูกว่าจะให้เปอร์เซนต์เท่าไหร่
แต่สมัยนั้นบริษัทของพ่อไม่มีนโยบายให้เปอร์เซ็นต์
ให้ได้แต่ยาตัวอย่าง
ซึ่งหมอก็มักจะเอาไปใช้ที่คลินิกส่วนตัว
ในสมัยนั้นเป็นเรื่องปกติ
การรับของแจกจากบริษัทยาน่าจะเป็นเรื่องปกติสำหรับผม
แต่เป็นเพราะหนังสือ
2 เล่มที่ชื่อว่า
“รักษาโรคหรือรักษาคน”
และ
“สาธารณสุขหรือสาธารณทุกข์”
ของอาจารย์นายแพทย์ประเวศ
วะสี
อ่านแล้วทำให้รู้ว่า
ถ้าเราจำและสั่งแต่ชื่อยา
ด้วยชื่อการค้า ( trade
name)
จะทำให้คนไข้เสียเงินมากกว่าการสั่งชื่อยาด้วยชื่อสามัญ
(generic name)
ทำให้ตอนเรียนpharmaco
ในปีที่ 3
ผมต้องพยายามจำชื่อสามัญให้มากที่สุด
และตอนผมไปดูงานที่โรงพยาบาลชุมชนก็จะพยายามอ่านและจำชื่อสามัญด้วย
เช่นกัน
จนเป็นความเคยชินว่าต้องๆไม่ใช่ชื่อการค้าเด็ดขาด
และอีกอย่างที่ปลูกฝังให้ผมไม่ชอบรับของจากบริษัทยา
เพราะอาจารย์สุทธิพงศ์
ลิมปิสวัสดิ์
รองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษาในขณะนั้น
ได้สั่งไม่ให้นักศึกษาแพทย์ของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีรับสปอนเซอร์จากบริษัทยาเด็ดขาด
โดยอาจารย์บอกว่าทุกๆบาทที่บริษัทยาให้สปอนเซอร์
เขาจะเพิ่มราคายา
ซึ่งจะมีผลต่อคนยากจนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ในชนบท
รวมทั้งไม่ให้ขอสปอนเซอร์จากบริษัทที่ผลิตสินค้าที่จำเป็น
ให้ขอสปอนเซอร์ได้เฉพาะจากบริษัทที่ผลิตสินค้าฟุ่มเฟือยเช่นน้ำอัดลม
เพจเจอร์ เท่านั้น
แม้เพื่อนบางคนจะไม่ชอบ
แต่ตอนนี้เมื่อมานึกถึงอีกครั้ง
ก็ต้องขอบคุณที่อาจารย์ปลูกฝังค่านิยมดีๆแบบนี้ให้กับนักศึกษาแพทย์อย่างผม
แม้ว่าในภายหลังการที่แพทย์สั่งยาในชื่อการค้าจะไม่มีผลต่อการสั่งซื้อยา ราคาแพงจากบริษัทต้นตำรับในต่างประเทศ(Original)แล้วก็ตาม
เนื่องจากโรงพยาบาลหลายแห่งได้ปรับระบบที่ห้องจ่ายยา
โดยไม่ว่าแพทย์จะสั่งยาในชื่อใด
ก็ให้จ่ายยาที่เป็นผลิตในประเทศ
(Local made)
แต่บริษัทยาก็คงยังไม่ยอมแพ้
ยังพยายามขายยาต่อให้ได้
โดยมีกลยุทธอันดุเดือด
ที่ผมได้รับทราบจากเพื่อนผมคนหนึ่งซึ่งยังคงจำได้ไม่ลืมเลือนจนทุกวันนี้
หลังจากที่ทำงานเป็นแพทย์ใช้ทุนนาน
4 ปี
เพื่อนผมคนหนึ่งซึ่งผมขอเรียกว่า
ชัย (นามสมมุติ)
ได้รับทุนไปเรียนต่อเป็นแพทย์เฉพาะทางในโรงเรียนแพทย์แห่งหนึ่ง
ชัยเล่าให้ฟังว่า
ในวันปฐมนิเทศแพทย์ประจำบ้านปีที่
1
มีหลายเรื่องที่พี่ๆแพทย์ประจำบ้านปีที่
3
เล่าให้ฟังถึงการเตรียมตัวในการเรียน
แต่มีเรื่องหนึ่งซึ่งเขารู้สึกแปลกใจ
เพราะแพทย์รุ่นพี่สั่งว่า
“เนื่องจากพวกเราจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนอาหารว่างในช่วงประชุมวิชาการตอนเช้า
เช่นข้าวต้ม
ข้าวผัด ขนมจีบ
ซาลาเปา
จากบริษัทยา
เพราะพวกเราคงกินข้าวเช้าไม่ทันแน่
ซึ่งบริษัทยาได้แจ้งว่าถ้าจะให้บริษัทสนับสนุนจำเป็นต้องมีการสั่งซื้อยาให้ได้ตามโควตาจำนวนหนึ่งต่อเดือน
ซึ่งพวกเราจำเป็นต้องสั่งยาปฎิชีวนะตัวนี้ในชื่อการค้า
ให้แก่คนไข้ที่เข้ารับการรักษา
โดยตามระเบียบของโรงพยาบาล
ถ้าพวกเราสั่งยาในชื่อการค้านั้น
ห้องยาจะจ่ายยาให้เป็นยาตามชื่อสามัญที่ผลิตในประเทศ
ถ้าพวกเราต้องการให้ได้ยาจากบริษัทต้นตำรับ
ต้องมีการขีดเส้นใต้ที่ชื่อการค้านั้นด้วย
ขอให้น้องๆทุกคนช่วยกันขีดเส้นใต้ในชื่อยาตัวนี้ด้วย”
ชัยฟังเรื่องนี้ด้วยความงุนงง
ปนตกใจ
ว่าการเรียนแพทย์เฉพาะทางนั้นต้องทำอย่างนี้ด้วยหรือ
พร้อมทั้งคิดในใจว่า
“อาจารย์รับทราบด้วยหรือไม่เนี้ย”
ชัยกังวลกับเรื่องนี้จนบ่นให้เพื่อนที่ไปเรียนด้วยกันฟัง
เพื่อนก็ปลอบว่า
“ก็ทำอย่างไรได้
พวกเราเป็นหมอต้องตื่นมาแต่เช้า
มาราวน์วอร์ด
ประชุมวิชาการ
เอาเวลาที่ไหนไปกินข้าวล่ะ
เราก็ต้องได้รับการดูแลบ้าง
ไม่อย่างนั้นเราก็เป็นโรคกระเพาะสิ
เป็นเรื่องปกติ
ที่ไหนเขาก็ทำกัน”
ชัยกังวลอยู่มาก
ด้วยความที่เขาไม่เคย
และถูกสั่งสอนมาให้ไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องที่สุ่มเสี่ยงกับจริยธรรมแบบนี้
จนถึงวันจริงที่เขาต้องไปทำงานในวอร์ด
ชัยเล่าให้ฟังว่า
พี่แพทย์ประจำบ้านปีที่
3
กำชับให้เขาสั่งยาปฏิชีวนะตัวหนึ่ง
ซึ่งตามที่เขาเรียนมา
ไม่เห็นว่าต้องสั่งยาปฏิชีวนะที่แรงแบบนี้
แต่เมื่อพี่สั่งเขาก็เขียนตาม
แต่เขาก็ไม่เขียนเส้นใต้ชื่อยานั้น
จนเมื่อพี่แพทย์ประจำบ้านเห็นจึงเตือนว่า
“ทำไมไม่ขีดเส้นใต้ล่ะ
จำไม่ได้หรือที่บอกไว้น่ะ”
ผมยังจำคำพูดที่ชัยเล่าให้ผมฟังหลังจากเหตุการณ์นั้น
ชัยเล่าว่า
“เมื่อมองหน้ายายที่ป่วยอยู่เตียงนั้น
ผมรู้ว่ายายคงมีฐานะไม่ดีนัก
ค่ายาเข็มละ 100
กว่าบาท ฉีดวันละ 4
ครั้ง นาน 7 วัน
ทั้งหมดคงหลายพันบาท
ยายจะมีเงินจ่ายหรือไม่นะ
ตอนที่ผมขีดปากกาใต้ชื่อยานั้นรู้สึกเหมือนผมกำลังเอามีดมากรีดเข้าไปกลางหัวใจของผมเลยทีเดียว”
ชัยเล่าต่อว่า
เคยบ่นให้เพื่อนซึ่งเข้าไปเรียนก่อนหน้าเขาจนกลายเป็นแพทย์รุ่นพี่ฟังขณะที่นั่งอยู่ในห้องพักแพทย์
เพื่อนกลับบอกว่า
“ถ้าเอ็งทำไม่ได้
ก็ไม่ต้องเข้ามาห้องพักแพทย์เลย
เพราะในห้องพักแพทย์นี้
นอกจากเพดานกับผนังแล้ว
ทุกอย่างในห้องนี้เป็นของบริษัทยาหมด”
ชัยบอกผมว่า
“สิ่งที่เขากลัวที่สุดคือ
ถ้าวันหนึ่งขณะที่เขาขีดปากกาลงไปใต้ชื่อยานั้น
แล้วเขาไม่รู้สึกเจ็บปวดดังเดิมล่ะ
เขาจะทำอย่างไร”
ผมฟังชัยเล่า
แล้วผมก็รู้สึก
เจ็บปวดหัวใจไม่แพ้กัน
แพทย์เราจำเป็นต้องทำเช่นนั้นจริงหรือ
เราไม่มีทางเลือกอื่นหรือ
เราเข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตามหรือ
ผมได้แต่ตั้งคำถามในใจ
พร้อมปลอบใจชัยว่า
เราต้องไม่ยอมแพ้
เราต้องไม่ยอมให้วงการแพทย์เราเป็นอย่างนั้น
นายอยู่ที่นั่น
นายทำอะไรไม่ได้
แต่ผมทำได้
และผมจะทำให้ดู
แม้ว่าผมจะกำลังเรียนเป็นแพทย์ประจำบ้านสาขาระบาดวิทยาที่สำนักระบาดวิทยากระทรวงสาธารณสุข
ผมก็หาเวลาบางช่วงที่ว่าง
ไปยังโรงเรียนแพทย์แห่งนั้น
และเดินไปที่ห้องคณบดี
ทั้งที่ผมไม่ได้รู้จักท่าน
และท่านก็ไม่รู้จักผม
รออยู่นานพอดู
แต่อาจารย์คณบดีก็ยอมให้ผมเข้าพบ
ผมเล่าเรื่องนี้ให้ท่านฟัง
พร้อมกับบอกว่าผมอยากให้ท่านแก้ปัญหา
เพราะไม่อยากให้โรงเรียนแพทย์แห่งนี้ขึ้นชื่อว่าทำสิ่งที่ขัดต่อจรรยาบรรณในวิชาชีพแพทย์
หลังจากนั้นไม่นาน
ชัยก็เล่าให้ผมฟังว่ามีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในภาควิชานั้น
อาจารย์ได้เรียกแพทย์ประจำบ้านปีที่
3 เข้าไปพบ
และบอกว่าไม่ให้บีบบังคับให้แพทย์ประจำบ้านปีที่
1 ทำเช่นนั้น
และหาวิถีทางอื่นในการหางบประมาณในการเลี้ยงอาหารว่าง
ชัยรู้ว่าอาจารย์รู้เรื่องทั้งหมดตั้งแต่แรกว่ามีการทำอย่างนี้
และสนับสนุนให้แพทย์ประจำบ้านทำอย่างนั้น
หลังจากนั้นชัยบอกว่ารุ่นพี่มองเขาแปลกๆ
และบางคนบอกว่ารู้นะว่าเป็นเพราะเขาที่ทำให้เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่
และพูดเหมือนรู้ด้วยว่าเป็นตัวผมที่เอาเรื่องนี้ไปบอกคณบดี
แต่ชัยก็บอกว่า
ถ้าเป็นแบบนี้เขาก็สบายใจ
เพราะเขาจะอยู่ในภาควิชานี้แค่ปี
1
ปีต่อไปเขาต้องหมุนไปอยู่ภาควิชาที่เขาสมัครไปเรียนโดยตรง
แต่เขาเป็นห่วงผม
เพราะดูเหมือนผมอาจจะมีศัตรูเพิ่มขึ้น
แต่ผมบอกว่าผมไม่กลัวหรอก
เพราะผมไม่ได้ไปเรียนที่นั่น
และพวกเขาก็คงทำอะไรผมไม่ได้
นอกจากจะเก็บความแค้นนั้นไว้
ซึ่งความแค้นนั้นคงจะเผาใจของเขามากกว่า
วงการแพทย์
กับบริษัทยาดูเหมือนเป็นของคู่กัน
ที่พึ่งพิงอิงแอบกัน
โดยมีหลายเรื่องราวที่แม้ว่าจะผิดจรรยาบรรณในวิชาชีพแต่ก็ยังมีการละเมิดกัน
จนดูเหมือนจะเป็นเรื่องปกติ
สมัยที่ผมยังเป็นนักศึกษาแพทย์ปี
5
เคยมีพี่พยาบาลคนหนึ่งเขียนจดหมายมาเล่าให้รุ่นพี่ผมคนหนึ่งฟังว่า
เธอทำงานในโรงพยาบาลชุมชนแห่งหนึ่งในภาคอีสาน
ซึ่งผู้อำนวยการรับเงินเปอร์เซ็นต์จากบริษัทยา
ทำให้มีการสั่งยาบางตัวจำนวนมากแต่ใช้ไม่หมด
จนยาหมดอายุไปก่อน
ในหนังสือ
“ผิดเป็นครู”
ซึ่งรวบรวมคดีที่ถูกสอบสวนโดยแพทยสภา
มีคดีหนึ่งซึ่งมีหมอคนหนึ่งเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลอำเภอ
และสั่งยาจำนวนมาก
ก่อนไปเรียนต่อ
และได้รับรถยนต์คันหนึ่งเป็นบรรณาการจากบริษัทยา
ทิ้งยากองโตที่ใช้ไม่หมดและหนี้จำนวนมากไว้ให้กับโรงพยาบาล
หลายกรณีที่มีคนบอกว่า
อาจารย์โรงเรียนแพทย์บางคนไปประชุมต่างประเทศบ่อยๆด้วยเงินบริษัทยา
จัดประชุมอบรมวิชาการที่บอกว่ายาใหม่ตัวนั้นเป็นยาที่น่าใช้ด้วยเงินบริษัทยา
มีเรื่องเล่าที่ไม่ทราบว่าจริงหรือไม่ว่า
หมอบางคนมักจะไปกินข้าวกับดีเทลยาผู้หญิงสาวสวยบ่อยๆ
และอาจมีอะไรมากกว่านั้น
ถ้ามีการสนับสนุนให้ยาใหม่เข้าไปอยู่ในบัญชียาโรงพยาบาล
หรือมีการสั่งใช้ยาจำนวนมาก
จนมาถึงเรื่องราวที่ดังกระฉ่อนวงการแพทย์และสังคมไทย
คือกรณีทุจริตยา 1,400
ล้านบาทที่ทำให้คุณรักเกียรติ
สุขธนะ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในขณะนั้นติดคุก
กรณีนั้นมีแพทย์หลายคนที่เกี่ยวข้อง
ทั้งเป็นคนชงเรื่อง
ประสานงานให้
ดำเนินการต่างๆโดยความเชื่อที่ว่า
มันก็เป็นอย่างนี้แหละ
เราอยู่ในระบบที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้
ก็ต้องทำไป
นักการเมืองนั่นแหละผิด
แพทย์เราก็แค่ทำตามเขาไปก็เท่านั้น
ถ้าเราไม่ทำ
คนอื่นก็ทำ
จากเรื่องราวเล็ก
จนถึงเรื่องคอรัปชั่นใหญ่ระดับประเทศ
ทำให้ผมมานั่งคิดและสรุปเอาเองว่า
ก็เพราะปากกาด้ามเล็กๆ
และกระดาษทิชชูในกล่องที่มีชื่อการค้านั้นไม่ใช่หรือ
ที่เป็นจุดเริ่มต้น
ที่ทำให้เรารู้สึกว่า
ก็เราทำงานหนัก
ก็เราทุ่มเทให้กับคนไข้
ค่าตอบแทนที่ได้ก็น้อยจนไม่คุ้มกันเลย
ของจากบริษัทยาเล็กๆน้อยๆนั้นก็เป็นสิทธิอันชอบธรรมที่แพทย์เราสมควรจะได้มิใช่หรือ
การรับสิ่งของเล็กๆที่ดูเหมือนไม่มีค่า
ได้เติบโตมาจนถึงการรับของในห้องพักแพทย์
เปอร์เซ็นต์ยา
อาหารว่าง รถยนต์
ดีเทลยา
และทุจริตยา
มันช่างเติบโตได้รวดเร็วนัก
เมื่อเมล็ดของมันได้งอกในจิตใจของมนุษย์ที่มีความโลภเป็นปุ๋ยอันอุดม
สมดุลระหว่างจริยธรรมแห่งวงการแพทย์และผลประโยชน์ของบริษัทยาจะยังเป็นสิ่งที่แพทย์เราต้องค้นหาและแก้ปัญหากันต่อไป
ตราบเท่าที่เรายังหวังว่าวงการแพทย์จะเป็นวงการอันศักดิ์สิทธิ์ที่สังคมเชื่อถือ
แต่สำหรับผมแล้วเรื่องราวเหล่านี้ทำให้ผมได้เรียนรู้ว่าไม่มีอะไรในโลกนี้ได้มาฟรีๆ
เมื่อเราได้ของบางอย่างมาฟรีๆ
เราก็อาจต้องแลกด้วยการเสียของบางอย่างไปเช่นกัน
และบางครั้งสิ่งที่ต้องเสียไปอาจจะไม่ใช่สิ่งของ
แต่อาจเป็น
ความเป็นแพทย์และความเป็นมนุษย์ของตัวเรานี่เอง...
-------------------------------------------------------------------
เครดิต : บอร์ดหมอขอนแก่น
------------------------------------------------------------------- |
 |
 |
| 01 เม.ย. 53 / 23:58 |
 |
0
0
เวตาล ณ ต้นอโศก (2161) : n/a : n/a : n/a |
 |
|
 |
 |
|
|
view 1759 : discuss 9 : rating - : bookmarked 0 : vote 0
|
58.8.46.94
|
|