[suanboard monotone logo : 2777 bytes]
[header decor line : 64 bytes]
HOME RULE FAVOURITE MEMBER ZONE REACTIVATE FORGET PASSWORD    

SEARCH [icon freecompose : 217 bytes]
[icon register : 195 bytes] สิทธิพิเศษสำหรับสมาชิก : โพสต์รูป, รูปแบบตัวอักษร, ไอคอน, bookmark, ค้นหาข้อความ ฯลฯ [icon login : 178 bytes]

[icon-delete : 101 bytes]
" จากกล่องทิชชู่สู่การคอรัปชั่นในวงการแพทย์ "
ได้มาจากเวบบอร์ดแห่งหนึ่งครับ อยากใหเพื่อนๆพี่ น้องๆ ได้อ่านกัน อ่านแล้วคิดอย่างไรบ้างครับ แล้วคณะเราเป็นแบบนี้หรือไม่

credit By...Dr.Pongthep <pongthwo@gmail.com>

แพทย์กับธุรกิจยา
ประเด็นนี้น่าสนใจครับ
ผมขอร่วมให้ความเห็นด้วยครับ

ผมอยากจะเล่าเรื่องจริงเรื่องหนึ่งที่เกิดขึ้นกับเพื่อนผม
โดยผมได้เขียนเรื่องนี้ลงในวารสารคลินิกมีค.52
ขออนุญาตคัดลอกมาเพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นกันครับ


จากกล่องทิชชู่
สู่คอรัปชั่นในวงการแพทย์

บทความนี้นำมาจากเรื่องจริง
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้นักศึกษาแพทย์และแพทย์จบใหม่ได้เรียนรู้และพัฒนาตนเองรวมทั้งวงการแพทย์

ความเห็นและเหตุการณ์ในบทความนี้มิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อตำหนิติติงผู้ใดองค์กรใด หรือ พาดพิงถึงผู้ใดให้เกิดความเสียหาย

&#8220;คุณหมอคะ
รับตัวอย่างยาและของฝากด้วยค่ะ&#8221;
เป็นคำพูดที่ชินหู
เมื่อเดินผ่านบู๊ทของบริษัทยาที่จัดในโรงเรียนแพทย์
ตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษาแพทย์ปี
4
เพื่อนหลายคนเดินผ่านวนไปหลายรอบเพื่อรับปากกาและกล่องทิชชู่ฟรีก่อนจะเดินกลับหอพักนักศึกษาแพทย์
&#8220;เฮ้ยทำไมไม่ไปเดินช๊อปปิ้งล่ะ
ได้ของฟรีเยอะแยะเลยนะ&#8221;เพื่อนถามด้วยความหวังดี
&#8220;ยาตัวอย่างเยอะแบบนี้ไม่รู้จะเอาไปทำอะไร&#8221;ผมตอบเพื่อให้ผ่านๆไป
&#8220;อ้าว
ก็เอายาไปแจกญาติๆที่บ้านก็ได้นี่&#8221;
เพื่อนของผมตอบพร้อมสีหน้าที่ดูมีความสุขที่ได้ของฟรี
ไม่ว่าจะได้ใช้หรือไม่ก็ตาม
คงเป็นวัฒนธรรมของคนบนโลกนี้
ที่ได้อะไรฟรีก็เป็นสิ่งที่ดีเสมอ
แต่คงยังตอบไม่ได้หรอกว่า
gimmick
เหล่านี้เป็นของฟรีจริงหรือไม่


จริงๆแล้วครอบครัวของผมอยู่ในวงการยา
พ่อเคยเป็นเซลล์ขายยา
จนมาเป็นเจ้าของร้านขายยา
พ่อเคยเล่าให้ฟังว่าเซลล์เขาจะรู้กันหมดว่าไปเสนอขายยาที่ไหน
มีหมอคนไหนเรียกเปอร์เซ็นต์
หมอคนไหนไม่เรียกเปอร์เซ็นต์
เพื่อจะได้คุยกับหมอได้ถูกว่าจะให้เปอร์เซนต์เท่าไหร่
แต่สมัยนั้นบริษัทของพ่อไม่มีนโยบายให้เปอร์เซ็นต์
ให้ได้แต่ยาตัวอย่าง
ซึ่งหมอก็มักจะเอาไปใช้ที่คลินิกส่วนตัว
ในสมัยนั้นเป็นเรื่องปกติ


การรับของแจกจากบริษัทยาน่าจะเป็นเรื่องปกติสำหรับผม
แต่เป็นเพราะหนังสือ
2 เล่มที่ชื่อว่า
&#8220;รักษาโรคหรือรักษาคน&#8221;
และ
&#8220;สาธารณสุขหรือสาธารณทุกข์&#8221;
ของอาจารย์นายแพทย์ประเวศ
วะสี
อ่านแล้วทำให้รู้ว่า
ถ้าเราจำและสั่งแต่ชื่อยา
ด้วยชื่อการค้า ( trade
name)
จะทำให้คนไข้เสียเงินมากกว่าการสั่งชื่อยาด้วยชื่อสามัญ
(generic name)
ทำให้ตอนเรียนpharmaco
ในปีที่ 3
ผมต้องพยายามจำชื่อสามัญให้มากที่สุด
และตอนผมไปดูงานที่โรงพยาบาลชุมชนก็จะพยายามอ่านและจำชื่อสามัญด้วย
เช่นกัน
จนเป็นความเคยชินว่าต้องๆไม่ใช่ชื่อการค้าเด็ดขาด


และอีกอย่างที่ปลูกฝังให้ผมไม่ชอบรับของจากบริษัทยา
เพราะอาจารย์สุทธิพงศ์
ลิมปิสวัสดิ์
รองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษาในขณะนั้น
ได้สั่งไม่ให้นักศึกษาแพทย์ของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีรับสปอนเซอร์จากบริษัทยาเด็ดขาด
โดยอาจารย์บอกว่าทุกๆบาทที่บริษัทยาให้สปอนเซอร์
เขาจะเพิ่มราคายา
ซึ่งจะมีผลต่อคนยากจนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ในชนบท
รวมทั้งไม่ให้ขอสปอนเซอร์จากบริษัทที่ผลิตสินค้าที่จำเป็น
ให้ขอสปอนเซอร์ได้เฉพาะจากบริษัทที่ผลิตสินค้าฟุ่มเฟือยเช่นน้ำอัดลม
เพจเจอร์ เท่านั้น
แม้เพื่อนบางคนจะไม่ชอบ
แต่ตอนนี้เมื่อมานึกถึงอีกครั้ง
ก็ต้องขอบคุณที่อาจารย์ปลูกฝังค่านิยมดีๆแบบนี้ให้กับนักศึกษาแพทย์อย่างผม


แม้ว่าในภายหลังการที่แพทย์สั่งยาในชื่อการค้าจะไม่มีผลต่อการสั่งซื้อยา ราคาแพงจากบริษัทต้นตำรับในต่างประเทศ(Original)แล้วก็ตาม
เนื่องจากโรงพยาบาลหลายแห่งได้ปรับระบบที่ห้องจ่ายยา
โดยไม่ว่าแพทย์จะสั่งยาในชื่อใด
ก็ให้จ่ายยาที่เป็นผลิตในประเทศ
(Local made)
แต่บริษัทยาก็คงยังไม่ยอมแพ้
ยังพยายามขายยาต่อให้ได้
โดยมีกลยุทธอันดุเดือด
ที่ผมได้รับทราบจากเพื่อนผมคนหนึ่งซึ่งยังคงจำได้ไม่ลืมเลือนจนทุกวันนี้


หลังจากที่ทำงานเป็นแพทย์ใช้ทุนนาน
4 ปี
เพื่อนผมคนหนึ่งซึ่งผมขอเรียกว่า
ชัย (นามสมมุติ)
ได้รับทุนไปเรียนต่อเป็นแพทย์เฉพาะทางในโรงเรียนแพทย์แห่งหนึ่ง
ชัยเล่าให้ฟังว่า
ในวันปฐมนิเทศแพทย์ประจำบ้านปีที่
1
มีหลายเรื่องที่พี่ๆแพทย์ประจำบ้านปีที่
3
เล่าให้ฟังถึงการเตรียมตัวในการเรียน
แต่มีเรื่องหนึ่งซึ่งเขารู้สึกแปลกใจ
เพราะแพทย์รุ่นพี่สั่งว่า
&#8220;เนื่องจากพวกเราจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนอาหารว่างในช่วงประชุมวิชาการตอนเช้า
เช่นข้าวต้ม
ข้าวผัด ขนมจีบ
ซาลาเปา
จากบริษัทยา
เพราะพวกเราคงกินข้าวเช้าไม่ทันแน่
ซึ่งบริษัทยาได้แจ้งว่าถ้าจะให้บริษัทสนับสนุนจำเป็นต้องมีการสั่งซื้อยาให้ได้ตามโควตาจำนวนหนึ่งต่อเดือน
ซึ่งพวกเราจำเป็นต้องสั่งยาปฎิชีวนะตัวนี้ในชื่อการค้า
ให้แก่คนไข้ที่เข้ารับการรักษา
โดยตามระเบียบของโรงพยาบาล
ถ้าพวกเราสั่งยาในชื่อการค้านั้น
ห้องยาจะจ่ายยาให้เป็นยาตามชื่อสามัญที่ผลิตในประเทศ
ถ้าพวกเราต้องการให้ได้ยาจากบริษัทต้นตำรับ
ต้องมีการขีดเส้นใต้ที่ชื่อการค้านั้นด้วย
ขอให้น้องๆทุกคนช่วยกันขีดเส้นใต้ในชื่อยาตัวนี้ด้วย&#8221;
ชัยฟังเรื่องนี้ด้วยความงุนงง
ปนตกใจ
ว่าการเรียนแพทย์เฉพาะทางนั้นต้องทำอย่างนี้ด้วยหรือ
พร้อมทั้งคิดในใจว่า
&#8220;อาจารย์รับทราบด้วยหรือไม่เนี้ย&#8221;
ชัยกังวลกับเรื่องนี้จนบ่นให้เพื่อนที่ไปเรียนด้วยกันฟัง
เพื่อนก็ปลอบว่า
&#8220;ก็ทำอย่างไรได้
พวกเราเป็นหมอต้องตื่นมาแต่เช้า
มาราวน์วอร์ด
ประชุมวิชาการ
เอาเวลาที่ไหนไปกินข้าวล่ะ
เราก็ต้องได้รับการดูแลบ้าง
ไม่อย่างนั้นเราก็เป็นโรคกระเพาะสิ
เป็นเรื่องปกติ
ที่ไหนเขาก็ทำกัน&#8221;
ชัยกังวลอยู่มาก
ด้วยความที่เขาไม่เคย
และถูกสั่งสอนมาให้ไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องที่สุ่มเสี่ยงกับจริยธรรมแบบนี้


จนถึงวันจริงที่เขาต้องไปทำงานในวอร์ด
ชัยเล่าให้ฟังว่า
พี่แพทย์ประจำบ้านปีที่
3
กำชับให้เขาสั่งยาปฏิชีวนะตัวหนึ่ง
ซึ่งตามที่เขาเรียนมา
ไม่เห็นว่าต้องสั่งยาปฏิชีวนะที่แรงแบบนี้
แต่เมื่อพี่สั่งเขาก็เขียนตาม
แต่เขาก็ไม่เขียนเส้นใต้ชื่อยานั้น
จนเมื่อพี่แพทย์ประจำบ้านเห็นจึงเตือนว่า
&#8220;ทำไมไม่ขีดเส้นใต้ล่ะ
จำไม่ได้หรือที่บอกไว้น่ะ&#8221;
ผมยังจำคำพูดที่ชัยเล่าให้ผมฟังหลังจากเหตุการณ์นั้น
ชัยเล่าว่า
&#8220;เมื่อมองหน้ายายที่ป่วยอยู่เตียงนั้น
ผมรู้ว่ายายคงมีฐานะไม่ดีนัก
ค่ายาเข็มละ 100
กว่าบาท ฉีดวันละ 4
ครั้ง นาน 7 วัน
ทั้งหมดคงหลายพันบาท
ยายจะมีเงินจ่ายหรือไม่นะ
ตอนที่ผมขีดปากกาใต้ชื่อยานั้นรู้สึกเหมือนผมกำลังเอามีดมากรีดเข้าไปกลางหัวใจของผมเลยทีเดียว&#8221;


ชัยเล่าต่อว่า
เคยบ่นให้เพื่อนซึ่งเข้าไปเรียนก่อนหน้าเขาจนกลายเป็นแพทย์รุ่นพี่ฟังขณะที่นั่งอยู่ในห้องพักแพทย์
เพื่อนกลับบอกว่า
&#8220;ถ้าเอ็งทำไม่ได้
ก็ไม่ต้องเข้ามาห้องพักแพทย์เลย
เพราะในห้องพักแพทย์นี้
นอกจากเพดานกับผนังแล้ว
ทุกอย่างในห้องนี้เป็นของบริษัทยาหมด&#8221;


ชัยบอกผมว่า
&#8220;สิ่งที่เขากลัวที่สุดคือ
ถ้าวันหนึ่งขณะที่เขาขีดปากกาลงไปใต้ชื่อยานั้น
แล้วเขาไม่รู้สึกเจ็บปวดดังเดิมล่ะ
เขาจะทำอย่างไร&#8221;

ผมฟังชัยเล่า
แล้วผมก็รู้สึก
เจ็บปวดหัวใจไม่แพ้กัน
แพทย์เราจำเป็นต้องทำเช่นนั้นจริงหรือ
เราไม่มีทางเลือกอื่นหรือ
เราเข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตามหรือ
ผมได้แต่ตั้งคำถามในใจ
พร้อมปลอบใจชัยว่า
เราต้องไม่ยอมแพ้
เราต้องไม่ยอมให้วงการแพทย์เราเป็นอย่างนั้น
นายอยู่ที่นั่น
นายทำอะไรไม่ได้
แต่ผมทำได้
และผมจะทำให้ดู

แม้ว่าผมจะกำลังเรียนเป็นแพทย์ประจำบ้านสาขาระบาดวิทยาที่สำนักระบาดวิทยากระทรวงสาธารณสุข
ผมก็หาเวลาบางช่วงที่ว่าง
ไปยังโรงเรียนแพทย์แห่งนั้น
และเดินไปที่ห้องคณบดี
ทั้งที่ผมไม่ได้รู้จักท่าน
และท่านก็ไม่รู้จักผม
รออยู่นานพอดู
แต่อาจารย์คณบดีก็ยอมให้ผมเข้าพบ
ผมเล่าเรื่องนี้ให้ท่านฟัง
พร้อมกับบอกว่าผมอยากให้ท่านแก้ปัญหา
เพราะไม่อยากให้โรงเรียนแพทย์แห่งนี้ขึ้นชื่อว่าทำสิ่งที่ขัดต่อจรรยาบรรณในวิชาชีพแพทย์

หลังจากนั้นไม่นาน
ชัยก็เล่าให้ผมฟังว่ามีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในภาควิชานั้น
อาจารย์ได้เรียกแพทย์ประจำบ้านปีที่
3 เข้าไปพบ
และบอกว่าไม่ให้บีบบังคับให้แพทย์ประจำบ้านปีที่
1 ทำเช่นนั้น
และหาวิถีทางอื่นในการหางบประมาณในการเลี้ยงอาหารว่าง
ชัยรู้ว่าอาจารย์รู้เรื่องทั้งหมดตั้งแต่แรกว่ามีการทำอย่างนี้
และสนับสนุนให้แพทย์ประจำบ้านทำอย่างนั้น

หลังจากนั้นชัยบอกว่ารุ่นพี่มองเขาแปลกๆ
และบางคนบอกว่ารู้นะว่าเป็นเพราะเขาที่ทำให้เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่
และพูดเหมือนรู้ด้วยว่าเป็นตัวผมที่เอาเรื่องนี้ไปบอกคณบดี
แต่ชัยก็บอกว่า
ถ้าเป็นแบบนี้เขาก็สบายใจ
เพราะเขาจะอยู่ในภาควิชานี้แค่ปี
1
ปีต่อไปเขาต้องหมุนไปอยู่ภาควิชาที่เขาสมัครไปเรียนโดยตรง
แต่เขาเป็นห่วงผม
เพราะดูเหมือนผมอาจจะมีศัตรูเพิ่มขึ้น
แต่ผมบอกว่าผมไม่กลัวหรอก
เพราะผมไม่ได้ไปเรียนที่นั่น
และพวกเขาก็คงทำอะไรผมไม่ได้
นอกจากจะเก็บความแค้นนั้นไว้
ซึ่งความแค้นนั้นคงจะเผาใจของเขามากกว่า

วงการแพทย์
กับบริษัทยาดูเหมือนเป็นของคู่กัน
ที่พึ่งพิงอิงแอบกัน
โดยมีหลายเรื่องราวที่แม้ว่าจะผิดจรรยาบรรณในวิชาชีพแต่ก็ยังมีการละเมิดกัน
จนดูเหมือนจะเป็นเรื่องปกติ
สมัยที่ผมยังเป็นนักศึกษาแพทย์ปี
5
เคยมีพี่พยาบาลคนหนึ่งเขียนจดหมายมาเล่าให้รุ่นพี่ผมคนหนึ่งฟังว่า
เธอทำงานในโรงพยาบาลชุมชนแห่งหนึ่งในภาคอีสาน
ซึ่งผู้อำนวยการรับเงินเปอร์เซ็นต์จากบริษัทยา
ทำให้มีการสั่งยาบางตัวจำนวนมากแต่ใช้ไม่หมด
จนยาหมดอายุไปก่อน

ในหนังสือ
&#8220;ผิดเป็นครู&#8221;
ซึ่งรวบรวมคดีที่ถูกสอบสวนโดยแพทยสภา
มีคดีหนึ่งซึ่งมีหมอคนหนึ่งเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลอำเภอ
และสั่งยาจำนวนมาก
ก่อนไปเรียนต่อ
และได้รับรถยนต์คันหนึ่งเป็นบรรณาการจากบริษัทยา
ทิ้งยากองโตที่ใช้ไม่หมดและหนี้จำนวนมากไว้ให้กับโรงพยาบาล

หลายกรณีที่มีคนบอกว่า
อาจารย์โรงเรียนแพทย์บางคนไปประชุมต่างประเทศบ่อยๆด้วยเงินบริษัทยา
จัดประชุมอบรมวิชาการที่บอกว่ายาใหม่ตัวนั้นเป็นยาที่น่าใช้ด้วยเงินบริษัทยา
มีเรื่องเล่าที่ไม่ทราบว่าจริงหรือไม่ว่า
หมอบางคนมักจะไปกินข้าวกับดีเทลยาผู้หญิงสาวสวยบ่อยๆ
และอาจมีอะไรมากกว่านั้น
ถ้ามีการสนับสนุนให้ยาใหม่เข้าไปอยู่ในบัญชียาโรงพยาบาล
หรือมีการสั่งใช้ยาจำนวนมาก


จนมาถึงเรื่องราวที่ดังกระฉ่อนวงการแพทย์และสังคมไทย
คือกรณีทุจริตยา 1,400
ล้านบาทที่ทำให้คุณรักเกียรติ
สุขธนะ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในขณะนั้นติดคุก
กรณีนั้นมีแพทย์หลายคนที่เกี่ยวข้อง
ทั้งเป็นคนชงเรื่อง
ประสานงานให้
ดำเนินการต่างๆโดยความเชื่อที่ว่า
มันก็เป็นอย่างนี้แหละ
เราอยู่ในระบบที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้
ก็ต้องทำไป
นักการเมืองนั่นแหละผิด
แพทย์เราก็แค่ทำตามเขาไปก็เท่านั้น
ถ้าเราไม่ทำ
คนอื่นก็ทำ

จากเรื่องราวเล็ก
จนถึงเรื่องคอรัปชั่นใหญ่ระดับประเทศ
ทำให้ผมมานั่งคิดและสรุปเอาเองว่า
ก็เพราะปากกาด้ามเล็กๆ
และกระดาษทิชชูในกล่องที่มีชื่อการค้านั้นไม่ใช่หรือ
ที่เป็นจุดเริ่มต้น
ที่ทำให้เรารู้สึกว่า
ก็เราทำงานหนัก
ก็เราทุ่มเทให้กับคนไข้
ค่าตอบแทนที่ได้ก็น้อยจนไม่คุ้มกันเลย
ของจากบริษัทยาเล็กๆน้อยๆนั้นก็เป็นสิทธิอันชอบธรรมที่แพทย์เราสมควรจะได้มิใช่หรือ

การรับสิ่งของเล็กๆที่ดูเหมือนไม่มีค่า
ได้เติบโตมาจนถึงการรับของในห้องพักแพทย์
เปอร์เซ็นต์ยา
อาหารว่าง รถยนต์
ดีเทลยา
และทุจริตยา
มันช่างเติบโตได้รวดเร็วนัก
เมื่อเมล็ดของมันได้งอกในจิตใจของมนุษย์ที่มีความโลภเป็นปุ๋ยอันอุดม

สมดุลระหว่างจริยธรรมแห่งวงการแพทย์และผลประโยชน์ของบริษัทยาจะยังเป็นสิ่งที่แพทย์เราต้องค้นหาและแก้ปัญหากันต่อไป
ตราบเท่าที่เรายังหวังว่าวงการแพทย์จะเป็นวงการอันศักดิ์สิทธิ์ที่สังคมเชื่อถือ

แต่สำหรับผมแล้วเรื่องราวเหล่านี้ทำให้ผมได้เรียนรู้ว่าไม่มีอะไรในโลกนี้ได้มาฟรีๆ
เมื่อเราได้ของบางอย่างมาฟรีๆ
เราก็อาจต้องแลกด้วยการเสียของบางอย่างไปเช่นกัน
และบางครั้งสิ่งที่ต้องเสียไปอาจจะไม่ใช่สิ่งของ
แต่อาจเป็น
ความเป็นแพทย์และความเป็นมนุษย์ของตัวเรานี่เอง...


-------------------------------------------------------------------
เครดิต : บอร์ดหมอขอนแก่น
-------------------------------------------------------------------
01 เม.ย. 53 / 23:58
0 0
เวตาล ณ ต้นอโศก [icon smile : 92 bytes] (2161) : n/a : n/a : n/a
view 1759 : discuss 9 : rating - : bookmarked 0 : vote 0 58.8.46.94

#1# - 604870 [icon-addtodelete : 101 bytes]
[member icon] แพทย์ในประเทศไทยส่วนใหญ่โดนพวกบริษัทยาสปอยล์ซะจนเสียไปซะเยอะแล้ว
02 เม.ย. 53 / 01:06
0 0
จิบเดียวก็ซึ้ง [icon smile : 92 bytes] (57) : n/a : n/a : n/a
followup id 604870 119.42.85.154 <= 192.168.1.151

#2# - 604880 [icon-addtodelete : 101 bytes]
[member icon] WAY เ้ล่มล่าสุด มีเรื่องราวทำนองนี้เช่นกัน
02 เม.ย. 53 / 02:19
0 0
อยากโดดอ่างแก้วตายวันละหลายสิบหน [icon smile : 92 bytes] (1692) : n/a : n/a : n/a
followup id 604880 180.183.119.249

#3# - 604884 [icon-addtodelete : 101 bytes]
[member icon] มันมีเส้นกั้นระหว่างความเหมาะสมกับคำว่าทุจริต

ผมเชื่อว่าไม่มีอะไรจะอธิบายได้ดีไปกว่าคนรู้สึก
หากสิ่งที่รับมาแล้วมันทำให้ผมไม่สบายใจ ก็แปลว่าผมไม่ควรจะได้รับสิ่งนั้นมาครับ
02 เม.ย. 53 / 02:52
0 0
แกะขนฟู [icon smile : 92 bytes] (118) : [ protect email from spamware ]
followup id 604884 202.176.112.14

#4# - 604929 [icon-addtodelete : 101 bytes]
[member icon] ออกค่ายาให้คนไข้เลยครับ : ]
02 เม.ย. 53 / 13:14
0 0
krw [icon smile : 92 bytes] (5771) : [ protect email from spamware ]
followup id 604929 58.8.115.84

#5# - 604933 [icon-addtodelete : 101 bytes]
[member icon] กลายเป็นประเพณีไปแล้ว

หมอได้ฝึกคอรับชั่นเล็กๆน้อยๆ

แต่บางพวก เค้าไม่ใช่แค่ฝึกคอรับชั่นอย่างเดียว แต่ยังฝึกเข้าข้างพวกเดียวกัน เล่นพรรคเล่นพวกด้วย ไม่ฆ่าน้อง ไม่ฟ้องนายไม่ขายเพื่อน (แม้จาโคตรชั่วก็ตาม)
02 เม.ย. 53 / 13:20
0 0
กึ้น@SK131 [icon smile : 92 bytes] (1639) : n/a : n/a : n/a
followup id 604933 61.47.107.198

#6# - 604934 [icon-addtodelete : 101 bytes]
[member icon] อ่านแล้วอารมณ์ลอยไป กระตุกจิตนิดแพทย์ที่ดียังมีเหลืออีกมา ขอนับถื่อแพทย์ที่มีจิตประเสฐิร
02 เม.ย. 53 / 13:25
0 0
wood [icon smile : 92 bytes] (6339) : n/a : n/a : n/a
followup id 604934 203.151.15.246

#7# - 605307 [icon-addtodelete : 101 bytes]
[member icon] gimmick ของบริษัทยานี่ ปากกาที่เขียนไม่ค่อยติดหรือเปล่า แจกกันจัง ?

คือแค่ปากการ้ายๆ หรือแฟ้มเอกสารพะชื่อการค้าตัวใหญ่ๆ ยังดูไม่มีอะไร แต่พอเสริมเซอร์วิสอื่นๆ เข้าไป บางทีก็เกินเลย ทั้งสองฝ่ายล่ะ

ที่จริงบริษัทข้ามชาติบางที่ก็พยายามวางตัว บอกกับสังคมว่าฝ่ายขายเราไม่ใช่แค่เซลนะเออ แต่เรามี (คนจบ) เภสัชที่เป็นถึง "ผู้แทนยา" หรือเป็น "ดีเทลยา" ที่สามารถให้ข้อมูลทางยาได้ดี ไม่ใช่เอา "ใครก็ได้" มาเดินรับออเดอร์หรือรีไมนด์แพทย์ แบบพวกเซลเดินพาราเซตามอลตามคลินิกหน้าตลาดสด

แต่เวลาลงสนามแข่งขันจริงๆ ยิ่ง รพ.คณะแพทยศาสตร์ หรือ รพ. จังหวัดใหญ่อะนะ ไปดูเถอะ ดีเทลหน้าแป้นแล้นแต่ละบริษัทแข่งกันดุเดือดเหลือเกิน จากคำบอกเล่าเท่าที่ทราบมา (ผมไม่เคยทำเองหรอก) พวกเขาต้องไปจับกลุ่มรอเงกแต่เช้าตรู่ พอแพทย์ (เผลอ) เดินออกมานอกห้องตรวจ ก็แทบจะรุมกันรีไมนด์อย่างกับดาราเกาหลีเหนือ บางคนรอตั้งแต่เช้าตรู่ เพื่อเจอหน้าหมอ เพื่อได้ย้ำชื่อยา แค่ห้าวินาทีก็เอา โอเค จบงานแล้ว วันนั้น

ทราบมาว่าดีเทลบางท่านเคราะห์ร้าย ไปเจอแพทย์บางท่านสไตล์ขี้เหงาเอาแต่ใจ อาการเซอร์วิสถึงไหนถึงกันมันเลยเกิดขึ้น

...อย่าคิดลึกเซ่ ไม่ใช่อย่างนั้น

ผมหมายถึงกลวิธีของดีเทลบางกลุ่ม ที่ต้องใส่ใจตั้งแต่วางคน รพ.ไหนเหมาะกับดีเทลแบบไหน สวยหรือหล่อ เรียบร้อยหรือแรงๆ ใส่ใจกระทั่งว่าหมอท่านนี้ชอบเค้กรสส้ม ท่านนู้นชอบให้ดีเทลรับลูกจากโรงเรียน ท่านนั้นเป็นแม่ข่ายแอมเฟย์ ใส่ใจกันเข้าไป (เกี่ยวกับข้อมูลยาตรงไหนเนี่ย) เรื่องจัดเลี้ยงดีเทลหลายท่านก็ชำนาญครับ ร้านไหนบริการดี มีอะไรอร่อย

หลายครั้งที่ความใส่ใจเผื่อแผ่จากทีมแพทย์ไปถึงเภสัชกรห้องคลังยา ผู้กำผลประโยชน์มหาศาลของ รพ. ไว้ ทำเอาซาบซึ้งน้ำตาจะไหล (เค้กอร่อยมาก)

แต่ถ้าเราอยู่ตรงนั้นแล้วไม่สบายใจ ไม่ยอมทำ บริษัทอื่นก็คาบออเดอร์ไปรับประทานเหมือนกัน นี่ล่ะ บริษัทยาพยายามวางตัวเองดีเหลือเกิน แต่ชีวิตดีเทลจริงๆ บางทีมันไม่ใช่อะ

ตรงนี้เลยเป็นสิ่งที่หลายคนหนักใจที่จะทำอาชีพนี้ หากจะต้องพ้นจากขอบเขตดีเทลเรื่องวิชาการไปสุดกู่ ถอดตัวตนออกมาเซอร์วิสแพทย์กันเลยเถิดไม่มีขอบเขต

กำลังจะบอกว่าคงไม่ใช่แค่แพทย์หรอกที่รู้สึกไม่ดี เภสัชกรหลายคนที่สนใจจะเข้ามาจับงานการตลาดก็รู้สึกไม่ดีหมือนกัน และมีความรู้สึกไม่ต่างกัน คือ...จะทำไงได้ล่ะ ระบบมันมาอย่างนี้ หลายส่วนของประเทศไทยยังเน้นขายยาด้วยวิธีตีซี้มากกว่าจะมาสนใจเรื่องวิชาการเน้นๆ วิธีคิดของบริษัทยามันก็เป็นไปแบบนั้น วิธีคิดของแพทย์บางท่านก็เป็นไปแบบนั้น เภสัชจบใหม่ถ้าจะทำการตลาดเขาก็มักจะไล่ไปเป็นดีเทลก่อน ก็ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับอะไรแบบนั้นมาตลอด...

ไปมาเหมือนพายเรือวนในอ่างง่ะ ไม่รู้อะไรต้นเหตุอะไรปลายเหตุ งง เมาหัวจ๊าด

ส่วนกรณีฮั้ว เท่าที่ทราบเรื่องมันเริ่มแดงขึ้นมาจาก รพ.ชุมชน คือพอเห็นการจัดซื้อมันแหม่งๆ ขึ้นมา แพทย์หลาย รพ.ไม่ยอม แม้หลาย รพ. ที่ผอ. รู้เห็น แต่เภสัชกรก็ไม่ยอมจ่ายยาที่ว่าตามใบสั่งยา เรื่องเลยลามขึ้นมาเรื่อยๆ ต้องขอบคุณจิตวิญญาณของบุคลากรสาธารณสุขทุกท่าน.
04 เม.ย. 53 / 03:39
0 0
หนมเส้น_real time post [icon smile : 92 bytes] (130) : [ protect email from spamware ] : [ protect msn from spamware ]
followup id 605307 58.9.134.102

#8# - 606004 [icon-addtodelete : 101 bytes]
[member icon] มีความรู้สึกว่าเดี๋ยวนี้หมอ รวยเพราะค่าคอมมิชชั่น เวลาจ่ายยายังไงก็ไม่รู้
06 เม.ย. 53 / 11:51
0 0
ชนชั้นดราม่า ดูซ้ายขวากัดกัน [icon smile : 92 bytes] (2066) : n/a : n/a : n/a
followup id 606004 58.9.177.41

#9# - 606465 [icon-addtodelete : 101 bytes]
[member icon] สรุปแล้ว มีลูกมีหลานที่เรียนเก่งขั้นเทพ ก็อย่าลืมเชียร์ให้เรียนหมอ โดยถามเขาว่า
อาชีพอะไรเอ่ย ที่ลูกค้าต้องยกมือไหว้เราก่อน
ต้องแก้ผ้าให้เราดู ให้เราจับโน่นจับนี่
จากนั้นยกมือไหว้เรา แล้วจ่ายเงินให้เรา โดยไม่ต่อรองราคาเลย

ขอให้คนดีๆเข้าไปเป็นหมอกันเยอะๆ เอาน้ำดีไปแทนที่น้ำเสีย
07 เม.ย. 53 / 14:15
0 0
รักสวนฯ [icon smile : 92 bytes] (5141) : n/a : n/a : n/a
followup id 606465 125.24.158.66