 |
![[icon-delete : 101 bytes]](img/icon-delete.gif) |
| " ร.ร.มหิดลวิทยานุสรณ์บรรลุผลครึ่งเดียว ปั้นเด็กวิทย์-วิจัยแค่จบม.6 แต่หันเรียนต่อแพทย์-วิศวะถึง80% " |
 |
 |
ร.ร.มหิดลวิทยานุสรณ์บรรลุผลครึ่งเดียว ปั้นเด็กวิทย์-วิจัยแค่จบม.6 แต่หันเรียนต่อแพทย์-วิศวะถึง80%
"สตง."ชี้ปั้นเด็กวิทย์-วิจัยแค่จบม.6 แต่หันเรียนต่อแพทย์-วิศวะถึง80%
นายสมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และกรรมการนโยบายปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง (กนป.) ให้สัมภาษณ์ถึงการเปิดรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ประจำปีการศึกษา 2554 จำนวน 240 คน ของโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ซึ่งปีนี้กำหนดมาตรการคัดเลือกเด็กที่เข้มข้นขึ้น โดยผู้ที่ผ่านการทดสอบด้านคุณลักษณะทางจิตคาบเส้นจะต้องเข้ารับการทดสอบกับจิตแพทย์ เพื่อนำใบรับรองแพทย์มายืนยัน ถึงจะมีสิทธิเข้าเรียนได้ว่า สิ่งที่โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ควรดำเนินการไม่ใช่ให้เด็กไปทดสอบกับจิตแพทย์ แต่ควรต้องแก้ไขระเบียบกฎเกณฑ์ว่า เด็กที่ต้องการเข้าเรียนในโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ซึ่งเป็นโรงเรียนเฉพาะทางที่หวังเป็นต้นทางปั้นนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยในอนาคตให้กับประเทศนั้น ทางโรงเรียนควรกำหนดในระเบียบว่า เมื่อเด็กเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 แล้ว ต้องศึกษาต่อระดับปริญญาตรี-เอกในคณะวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ ได้แก่ เคมี ฟิสิกส์ ชีววิทยา ไม่ใช่วิทยาศาสตร์ประยุกต์ อย่างคณะแพทยศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ เป็นต้น เพื่อให้สมกับงบประมาณที่รัฐบาลได้ทุ่มให้กับโรงเรียนแห่งนี้ ซึ่งมีต้นทุนค่าใช้จ่ายต่อหัวสูงกว่าเด็กนักเรียนทั่วๆ ไปถึงร้อยเท่า ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มจำนวนนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยให้กับประเทศที่กำลังขาดแคลนอยู่เป็นจำนวนมาก
"ข้อเรียกร้องของผมดังกล่าว สืบเนื่องมาจากผลการสำรวจของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่พบว่าโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ดำเนินการได้ตามปรัชญาและวัตถุประสงค์เพียงครึ่งเดียว คือได้เด็กเก่งมาปั้นเป็นเด็กวิทยาศาสตร์และวิจัยเพียงแค่จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เท่านั้น แต่หลังจากจบไปแล้วเด็กกลับไปเรียนในวิชาชีพอื่นๆ โดยร้อยละ 70-80 ไปเรียนวิทยาศาสตร์ประยุกต์ อาทิ คณะแพทยศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ โดยมีเพียงร้อยละ 15-20 ที่เรียนต่อสายวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ ได้แก่ เคมี ฟิสิกส์ ชีววิทยา และร้อยละ 3-5 ไปเรียนสาขานิติศาสตร์ และบัญชี" นายสมพงษ์กล่าว
นายสมพงษ์กล่าวต่อว่า การที่เด็กส่วนใหญ่ไม่เลือกเรียนสายวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ ส่วนหนึ่งจะไปโทษเด็กหรือโรงเรียนคงไม่ถูกต้องนัก เพราะเมื่อเด็กเรียนจบมาแล้ว แต่ไม่มีอาชีพรองรับ ไม่มีความก้าวหน้าและความมั่นคงในอาชีพ ทั้งยังไม่มีห้องแล็บหรือห้องปฏิบัติการดีๆ ด้วยเหตุนี้เด็กจึงหันไปเลือกเรียนต่อคณะแพทยศาสตร์ และวิศวกรรมศาสตร์ ซึ่งมีความมั่นคงและได้รับเงินเดือนสูงมากกว่า ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลควรต้องเร่งดำเนินการในขณะนี้คือ รื้อระบบการส่งเสริมและต่อยอดมหาวิทยาลัย เมื่อรัฐบาลบอกว่าประเทศไทยขาดนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัย และบอกว่าอยากส่งเสริมเพื่อมาพัฒนาประเทศ รัฐบาลก็ควรจัดระบบส่งเสริมอย่างต่อเนื่อง โดยจัดหางานที่มีความมั่นคงและก้าวหน้า เงินเดือนสูงรองรับผู้ที่จบสายวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ รวมทั้งจัดหาห้องแล็บที่ดีด้วย ไม่ใช่สนับสนุนครึ่งๆ กลางๆ อย่างที่เป็นอยู่ ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดาย เพราะประเทศไทยเรามีเด็กหัวกะทิเป็นจำนวนมาก สังเกตได้จากการแข่งขันโอลิมปิควิชาการและการแข่งหุ่นยนต์ระดับนานาชาติ เด็กไทยสามารถคว้ารางวัลชนะเลิศมาเป็นจำนวนมาก ดังนั้น ถ้ารัฐบาลสนับสนุนอย่างถูกจุดและต่อเนื่อง การพัฒนาประเทศไทยก็จะไปได้ไกลกว่านี้อีกมาก ซึ่งในเรื่องของการส่งเสริมเด็กมีแวววิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์อย่างครบวงจรนี้ เป็น 1 ใน 12 ยุทธศาสตร์ ที่คณะกรรมการ กนป.จะเร่งดำเนินการวางรูปแบบด้วย
ที่มา http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1280739692&grpid=&catid=04
อยากรู้จังว่า ถ้าสอบติดแล้วมอบตัว ถูกล็อคเลขบัตรประชาชนไว้เลยว่า ไม่มีสิทธิสมัครคณะแพทยศาสตร์หรือวิศวกรรมศาสตร์ ต้องเรียนต่อคณะวิทยาศาสตร์เท่านั้น ยังจะมีคนแห่ไปสอบกันมากๆอีกหรือไม่ |
 |
 |
| 02 ส.ค. 53 / 23:21 |
 |
0
0
รักสวนฯ (5141) : n/a : n/a : n/a |
 |
|
 |
 |
|
|
view 2190 : discuss 14 : rating - : bookmarked 0 : vote 0
|
118.173.88.97
|
|