 |
![[icon-delete : 101 bytes]](img/icon-delete.gif) |
| " สอนคิดแบบ"King"s School" จากนิวซีแลนด์มา"อำนวยศิลป์" " |
 |
 |
ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง ส่งผลให้สังคมไทยไม่ว่าจะอยู่ในแวดวงใดเริ่มเข้าสู่สังคมแห่งการเรียนรู้มากยิ่งขึ้น เพื่อให้ก้าวทันกับนวัตกรรมใหม่ๆ ที่เกิดและเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่เสมอ
แม้แต่ในแวดวงของการศึกษาก็เช่นเดียวกัน แต่ละสถาบันการศึกษาทั้งของภาครัฐหรือภาคเอกชน ต่างก็พยายาม คิดค้น รวมทั้งเสาะหานวัตกรรมใหม่ๆ มาเพิ่มเติมในหลักสูตรการเรียนการสอนของตนเอง เพื่อให้เด็กๆ สังกัดสามารถที่จะเรียนรู้และพัฒนาความรู้ความสามารถของตนเองให้เกิดความเป็นเลิศ
Thinking Program-เรียนรู้จากนิวซีแลนด์
โรงเรียนอำนวยศิลป์ถือเป็นโรงเรียนเอกชนชั้นนำที่นำระบบการเรียนการสอนแบบ "Thinking Program" มาใช้ในการเรียนการสอนภายในโรงเรียน และถือได้ว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งด้วย โดยการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการเชิญวิทยากรจากต่างประเทศมาจัดการอบรมสัมมนา รวมทั้งส่งครูผู้สอนไปดูงานด้านดังกล่าวที่ King"s School ประเทศนิวซีแลนด์ ซึ่งถือเป็นโรงเรียนเอกชนอันดับหนึ่งที่ได้รับการยอมรับจากคนภายในประเทศ ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างงดงามกับการใช้ระบบดังกล่าว
สำหรับระบบการเรียนการสอนแบบ "Thinking Program" จะยังคงเป็นระบบที่สอนวิชาพื้นฐานเป็นหลัก เช่นเดียวกันกับหลักสูตรของโรงเรียนในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)
แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ระบบนี้จะเริ่มจากตัวผู้สอนหรือครู ที่จะต้องมีความคิดที่สร้างสรรค์ เน้นการตั้งคำถามกับเด็กนักเรียนแบบปลายเปิด ซึ่งจะต้องมีความสร้างสรรค์ ผ่านการวิเคราะห์ใช้มุมมองที่หลากหลาย เพื่อให้เด็กนักเรียนเกิดกระบวนการคิดหาคำตอบที่หลากหลายเช่นเดียวกัน
และที่สำคัญครูต้องสร้างแรงจูงใจให้เกิดขึ้น เพื่อให้เด็กเกิดแรงจูงใจที่จะเรียนรู้ด้วยเช่นเดียวกัน และเมื่อเด็กๆ สามารถรู้จักคิดวิเคราะห์และหาคำตอบได้แล้ว ก็จะทำให้เกิดกระบวนการคิดที่ไม่สิ้นสุด เป็นส่วนที่จะช่วยให้เด็กประสบความสำเร็จได้ในอนาคต
สัมผัสบรรยากาศ"King"s School"
สำหรับ King"s School ประเทศนิวซีแลนด์ เริ่มตั้งแต่ระดับชั้นที่ 1-13 หรือตั้งแต่อายุ 5 ขวบ ไปจนถึงอายุ 17 ปี ภายในหนึ่งห้องเรียนจะมีสัดส่วนของครูกับเด็กอยู่ที่ 1 : 11 ซึ่งถือว่าอยู่ในจำนวนที่เหมาะสม เพื่อให้บรรยากาศการเรียนการสอนไปจนถึงการดูแลเด็กภายในชั้นเรียน เป็นไปอย่างครอบคลุมและใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น
สิ่งสำคัญที่สุดของการเรียนการสอนในแต่ละห้อง จะยึดหลักการใช้ "Thinking Program" ทั้งหมด โดยครูจะตั้งคำถามในลักษณะที่ทำให้เด็กๆ สามารถคิดหาคำตอบได้หลากหลายมุมมอง โดยคำตอบที่ได้จะไม่มีการตัดสินว่าคำตอบของเด็กแต่ละคนนั้นผิดหรือถูก ใช่หรือไม่ใช่ เพื่อให้เด็กกล้าที่จะคิดได้อย่างอิสระ ไม่กดดัน
ซึ่งจะแตกต่างจากบรรยากาศการเรียนการสอนในบ้านเราอย่างสิ้นเชิง ที่เด็กๆ จะเกิดความกลัวและขาดความมั่นใจขึ้นมาทันทีเมื่อถูกครูถามเพราะกลัวว่าจะตอบผิด
เด็กๆ ใน King"s School จะแลกเปลี่ยนคำตอบกันอย่างหลากหลาย โดยมีทริกการหาคำตอบในแต่ละเรื่อง โดยยึดหลัก Scamper
โดย S ย่อมาจาก "substitute" สาระสำคัญของเนื้อหา โดยพยายามดึงสาระสำคัญคำตอบของแต่ละคนออกมา
C ย่อมาจาก "Combine" การนำคำตอบมาเชื่อมโยงกัน
A ย่อมาจาก "Apply" การนำมาประยุกต์
M ย่อมาจาก "Modify" นำคำตอบที่ได้มาดัดแปลงหรือแก้ไขดู
P ย่อมาจาก "Put" จัดวางคำตอบที่ได้โดยเรียงลำดับ
E ย่อมาจาก "Eliminate" ตัดคำตอบที่ไม่ใกล้เคียงออก
และ R ย่อมาจาก "Reverse" หรือการนำคำตอบที่เหลือมาทบทวนอีกรอบ ซึ่งก็จะทำให้เด็กๆ สามารถหาคำตอบที่ดีที่สุดได้
โรงเรียนของลูกผู้นำ
บรรยากาศในห้องเรียนก็มีส่วนสำคัญ แต่ละห้องเรียนจะมีการตกแต่งห้องได้อย่างน่าสนใจ นอกเหนือไปจากตำราหรืออุปกรณ์การเรียนการสอนที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ในเรื่องนั้นๆ แล้ว เด็กๆ ยังจัดห้องเรียนด้วยสื่อการเรียนที่มีสีสันสดใส มีกระดาษสีตัดแต่งเป็นรูปทรงต่างๆ ห้อย ระโยงระยางเต็มห้องเรียน สร้างแรงบันดาลใจในการเรียนรู้อย่างยิ่ง
ที่สำคัญทุกห้องมักมีป้ายข้อความ "Thinking aloud allowed" หรืออนุญาตให้คิดเสียงดังๆ ได้ ซึ่งก็เป็นแบบนั้นจริงๆ เพราะเด็กๆ ที่โรงเรียนนี้จะแลกเปลี่ยนความเห็นกันอย่างออกรสออกชาติ เสียงดังระงมไปทั่วห้องเรียน แสดงให้เห็นถึงพลังที่จะคิดและแสดงออกอย่างสร้างสรรค์
น่าเสียดายตรงที่ช่วงเวลาที่ไปเยี่ยมชมการเรียนการสอนเป็นช่วงที่เด็กๆ เข้าเรียนพอดี ประกอบกับสภาพอากาศที่ไม่ค่อยเป็นใจเพราะมีฝนตกลงมาโปรยปรายอย่างต่อเนื่อง จึงไม่ค่อยได้เห็นความมีชีวิตชีวาของเด็กที่นี่ในช่วงเลิกคลาส
นายโทนี่ ซิซซั่น ผู้อำนวยการโรงเรียน เล่าให้ฟังถึงการคัดเลือกเด็กว่า เด็กที่จะเข้ามาเรียนที่นี่ได้จะต้องผ่านการสัมภาษณ์และตัดสินใจจากเขาเพียงคนเดียว เพราะจากประสบการณ์ที่ผ่านมาเกือบ 20 ปี เขามั่นใจว่าสามารถคัดเลือกเด็กที่เหมาะสมมาเข้าเรียนต่อที่นี่ได้ เพราะโรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนที่มีแต่ลูกของระดับนายกฯ หัวหน้าเผ่าของชาวเมารี หรือแม้แต่ ระดับนักธุรกิจ ซึ่งเป็นกลุ่มที่จะนำพาอนาคตของประเทศนิวซีแลนด์ไปข้างหน้า ถือเป็นความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่
แม้แต่ครูก็ต้องผ่านการคัดเลือกเข้ามาเช่นเดียวกัน พูดได้เลยว่าครูที่นี่เป็นครูที่ดีที่สุดเช่นเดียวกัน สังเกตได้จากบัญชีรายชื่อของทั้งครูและนักเรียนที่ยาวเหยียด เพราะรอที่จะเข้ามาเรียนและมาสอนที่นี่ แม้แต่เด็กต่างชาติยังมีเพียงเด็กญี่ปุ่นเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ได้เรียนที่โรงเรียนแห่งนี้
ครูก็ต้อง"คิด-เรียนรู้"
ด้าน นายสมาน ถาวรรัตนวนิช ครูสอนวิชาคณิตศาสตร์ ระดับชั้น ป.6 ครูไทยที่เข้าสังเกตการเรียนการสอนที่ King"s School ตลอด 1 สัปดาห์ เล่าประสบการณ์ให้ฟังว่า ก่อนหน้านี้ได้ทดลองใช้ระบบ Thinking Program กับเด็กในชั้นเรียนที่โรงเรียนอำนวยศิลป์ แต่ปรากฏว่าเด็กๆ โต้ตอบน้อย อาจเป็นเพราะเราตั้งคำถามได้ไม่ดีพอ ทำให้เด็กๆ ไม่สามารถคิดหาคำตอบได้ดีเช่นเดียวกัน
แต่เมื่อผ่านไปประมาณ 3 เดือน เด็กๆ เริ่มเกิดการโต้ตอบมากขึ้น เพราะเริ่มเกิดความรู้สึกรับผิดชอบร่วมกับเรามากยิ่งขึ้น ซึ่งการศึกษาในลักษณะนี้เป็นการเตรียมทักษะให้เด็กเกิดความคิดเป็นระบบ เกิดการแสวงหาความรู้ได้ด้วยตัวเองตลอดชีวิต
"สิ่งสำคัญ คือครูต้องเคารพความคิดของเด็กๆ เพื่อให้เด็กๆ รู้สึกเคารพในความคิดของตัวเองเช่นเดียวกัน ซึ่งจะช่วยให้เกิดการพัฒนาความคิดที่ต่อยอดขึ้นไปเรื่อยๆ นอกจากนี้ จะต้องเปิดใจและลดความเป็นตัวเองลง เพื่อเปิดรับประสบการณ์จากเด็กๆ รวมทั้งจะต้องเป็นต้นแบบของนักคิดให้เด็กๆ ด้วย เสมือนเป็นโค้ชที่คอยวางแผนให้ผู้เล่น" นายสมานกล่าว
ด้าน น.ส.วารุณี พูลสวัสดิ์ ครูสอนวิชาคณิต ศาสตร์ ระดับชั้นป.4 กล่าวว่า กระบวนการเรียนการสอนของไทยที่ผ่านมายังปิดกั้นความคิดของเด็กๆ เพราะครูจะอัดความรู้ให้กับเด็กๆ ตามตารางการเรียนในแต่ละวิชาเพียงอย่างเดียว ถือเป็นการยึดติดการสอนแบบเก่าๆ ซึ่งบางครั้งทำให้เด็กที่หัวช้าอาจจะไม่เข้าใจ กระบวนการคิดก็ไม่เกิดขึ้น ดังนั้น สิ่งสำคัญคือการคิดคำถามซึ่งจะต้องให้เด็กเกิดการเรียนรู้และเห็นคุณค่าของสิ่งที่เรียนไป สำคัญที่สุดคือสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปปรับใช้กับวิธีการคิดในเรื่องอื่นๆ ได้ นอกเหนือไปจากสิ่งที่เกิดขึ้นในห้องเรียนด้วย
"ครูเองต้องจัดลำเรียงลำดับคำถามให้ดี สำคัญคือต้องเป็นคำถามที่ใกล้ตัว เพื่อให้เด็กเกิดความมั่นใจที่จะตอบ และสำคัญที่สุดคือ ทุกคำถามและคำตอบของเด็กๆ ล้วนมีความหมาย ดังนั้น ต้องชื่นชมทุกครั้งเพื่อให้เด็กเกิดกำลังใจ และเกิดกระบวนการคิดที่หลากหลายอย่างไม่สิ้นสุดๆ" น.ส.วารุณีกล่าว
สำหรับโปรแกรมการอบรมครูในแต่ละปี ทางอำนวยศิลป์จะมีการอบรม 4 ครั้งต่อปี ซึ่งปีนี้เป็นปีที่ 2 แล้ว โดยให้นายเดฟมาให้ความรู้กับครูที่เมืองไทย จากนั้นจะเข้ามาสังเกตการเรียนการสอนภายในห้องเรียนของทางอำนวยศิลป์ เพื่อดูว่าครูสามารถสร้างชั้นเรียนที่เด็กสามารถแลกเปลี่ยนความเห็นกันอย่างกว้างขวางหรือไม่ จากนั้นจะให้ความเห็นในการปรับปรุงต่อไป ซึ่งนายเดฟจะมาที่โรงเรียนอีกครั้งหนึ่งในเดือนต.ค.นี้
นับเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับการศึกษาของเด็กไทยในพ.ศ.นี้
อำนวยศิลป์ยุคใหม่
นางเพชรชุดา เกษประยูร ประธานบริหารโรงเรียนอำนวยศิลป์ เล่าว่า ช่วงปี 2539 เราได้ปฏิรูปโรงเรียนครั้งใหญ่ โดยระบบการศึกษาไทยในขณะนั้นทำให้เด็กเรียนหนัก มีการแข่งขันสูง ได้ผลในเชิงของการสร้างคนที่มีความสามารถแท้จริงได้น้อย และขณะนั้นมีปัญหาเรื่องของภาษาอังกฤษและการใช้คอมพิวเตอร์
"และเรามีโครงการพัฒนาโรงเรียนโดยแผนที่ 1 ระยะเวลา 10 ปี ช่วงนั้นเราปรับฐานโรงเรียนขึ้นมาก่อนที่จะมี พ.ร.บ.การศึกษา 2542 ในช่วง 3 ปี ระบบ Child Center ยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก หรือแพร่หลาย แต่ว่าเราพยายามนำแนวคิดนั้นมาปรับใช้กับครูตั้งแต่ปี 2539 แต่ระบบดังกล่าวถูกตีความไปอย่างหลากหลาย ไม่ตรงกัน และไม่เป็นอย่างที่ควรจะเป็น"
ขณะที่อำนวยศิลป์พบว่ากระบวนการที่เรานำมาใช้การจัดการเรียนการสอน ทั้งมอนเตสเซอรี่ หรือการจัดกิจกรรมแบบโปรเจ็กต์, แอพโพรช เหล่านี้ล้วนแต่เป็นกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับ Child Center คือให้เด็กได้มีโอกาสเลือกในสิ่งที่ตนสนใจ และเรียนรู้ไปตามศักยภาพของเด็ก ทำให้เด็กเรียนได้มีประสิทธิ ภาพมากกว่าที่เราจะยัดเยียดความรู้ให้ ซึ่งกระบวนการเรียนการสอนแบบ Child Center ก็มีได้หลายวิธี
หลังจากนั้นเราได้รับความอนุเคราะห์จากมูลนิธิโสภณพนิช โดยมีความเห็นว่า ขณะนั้นโรงเรียนอินเตอร์ก็เปิดขึ้นมาก เด็กไทยจากครอบครัวที่ผู้ปกครองมีการศึกษา โอกาสและฐานะดี ก็จะส่งลูกเรียนโรงเรียนอินเตอร์กันหมด ซึ่งท่านก็เป็นห่วงว่าต่อไปถ้าเด็กที่เติบโตเป็นผู้นำทิศทางของประเทศไทยในอนาคต หากไม่เรียนรู้ภาษาไทย ไม่รู้วัฒน ธรรมไทยและไม่รู้จักคนไทย เพราะถูกส่งไปเรียนอินเตอร์ตั้งแต่ยังเด็ก แล้วอนาคตไทยจะเป็นอย่างไร
ดังนั้น อยากทำให้โรงเรียนไทยมีการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ จึงจัดโครงการ "Thai School of Excellent" ขึ้น
"ซึ่งอำนวยศิลป์ได้พัฒนาการเรียนการสอนตั้งแต่ปี"39 และทำให้ครูมีความเข้าใจการเรียนการสอนแบบ Child Center มากยิ่งขึ้น ซึ่งโครงการดังกล่าวมีระยะเวลา 5 ปี สิ้นสุดไปเมื่อปี"51
พอปี"52 เราก็เริ่มต่อยอดโครงการดังกล่าวด้วยระบบ "Thinking School" ของ King"s School ทันที ซึ่งสอดคล้องกับโครงการก่อนหน้านี้" มีคอนเซ็ปต์ที่นักการศึกษา โรงเรียน และรัฐบาลในหลายประเทศให้ความสำคัญกับนวัตกรรมหรือทิศทางใหม่ ที่จะช่วยพัฒนาให้การเรียนรู้ของนักเรียนดียิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ ซึ่งในประเทศนิวซีแลนด์เป็นหนึ่งประเทศที่รัฐบาลให้ความสนใจในเรื่องของการพัฒนาการสอนไปสู่ "Thinking School"
ดังนั้น ทางอำนวยศิลป์โดยมูลนิธิครูจิตร-ครูเอิบ ทัง สุบุตร เล็งเห็นว่าในอนาคตคนที่มีศักยภาพในการแข่งขัน จะต้องมีศักยภาพทางความคิดในเชิงสร้างสรรค์ ดังนั้น ระบบ "Thinking Program" จะช่วยสร้างเด็กไทยไปแข่งในโลกอนาคตได้ เพราะสังคมกำลังเคลื่อนเข้าสู่สังคมแห่งการสร้างสรรค์
"เราได้ศึกษาข้อมูลและทราบมาว่าทาง King"s School นั้นประสบความสำเร็จในการใช้ระบบดังกล่าว ซึ่งทางผู้ปกครองก็มีความนิยมอย่างมาก สังเกตได้จากจำนวนรายชื่อของเด็กที่ลงทะเบียนเอาไว้นั้นยาวมาก ด้วยชื่อเสียง ความเก่าแก่และความสำเร็จของการใช้ระบบดังกล่าว ซึ่งเราได้รับความร่วมมือจากนายโทนี่ ซิซซั่น ผู้อำนวยการโรงเรียน และนายเดฟ แม็กเอเวน ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงเรียน ซึ่งเป็นผู้คิดค้นระบบดังกล่าว"
และนำมาสู่ระบบการเรียนการสอนแบบ "Thinking Program" ของโรงเรียนอำนวยศิลป์
ที่มา http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROamIyd3dNVEF5TURrMU13PT0=§ionid=TURNd013PT0=&day=TWpBeE1DMHdPUzB3TWc9PQ== |
 |
 |
| 02 ก.ย. 53 / 18:39 |
 |
0
0
รักสวนฯ (5141) : n/a : n/a : n/a |
 |
|
 |
 |
|
|
view 1669 : discuss 1 : rating - : bookmarked 0 : vote 0
|
125.24.116.211
|
|