[suanboard monotone logo : 2777 bytes]
[header decor line : 64 bytes]
HOME RULE FAVOURITE MEMBER ZONE REACTIVATE FORGET PASSWORD    

SEARCH [icon freecompose : 217 bytes]
[icon register : 195 bytes] สิทธิพิเศษสำหรับสมาชิก : โพสต์รูป, รูปแบบตัวอักษร, ไอคอน, bookmark, ค้นหาข้อความ ฯลฯ [icon login : 178 bytes]

[icon-delete : 101 bytes]
" สอนคิดแบบ"King"s School" จากนิวซีแลนด์มา"อำนวยศิลป์" "
ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง ส่งผลให้สังคมไทยไม่ว่าจะอยู่ในแวดวงใดเริ่มเข้าสู่สังคมแห่งการเรียนรู้มากยิ่งขึ้น เพื่อให้ก้าวทันกับนวัตกรรมใหม่ๆ ที่เกิดและเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่เสมอ

แม้แต่ในแวดวงของการศึกษาก็เช่นเดียวกัน แต่ละสถาบันการศึกษาทั้งของภาครัฐหรือภาคเอกชน ต่างก็พยายาม คิดค้น รวมทั้งเสาะหานวัตกรรมใหม่ๆ มาเพิ่มเติมในหลักสูตรการเรียนการสอนของตนเอง เพื่อให้เด็กๆ สังกัดสามารถที่จะเรียนรู้และพัฒนาความรู้ความสามารถของตนเองให้เกิดความเป็นเลิศ

Thinking Program-เรียนรู้จากนิวซีแลนด์

โรงเรียนอำนวยศิลป์ถือเป็นโรงเรียนเอกชนชั้นนำที่นำระบบการเรียนการสอนแบบ "Thinking Program" มาใช้ในการเรียนการสอนภายในโรงเรียน และถือได้ว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งด้วย โดยการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการเชิญวิทยากรจากต่างประเทศมาจัดการอบรมสัมมนา รวมทั้งส่งครูผู้สอนไปดูงานด้านดังกล่าวที่ King"s School ประเทศนิวซีแลนด์ ซึ่งถือเป็นโรงเรียนเอกชนอันดับหนึ่งที่ได้รับการยอมรับจากคนภายในประเทศ ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างงดงามกับการใช้ระบบดังกล่าว

สำหรับระบบการเรียนการสอนแบบ "Thinking Program" จะยังคงเป็นระบบที่สอนวิชาพื้นฐานเป็นหลัก เช่นเดียวกันกับหลักสูตรของโรงเรียนในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)

แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ระบบนี้จะเริ่มจากตัวผู้สอนหรือครู ที่จะต้องมีความคิดที่สร้างสรรค์ เน้นการตั้งคำถามกับเด็กนักเรียนแบบปลายเปิด ซึ่งจะต้องมีความสร้างสรรค์ ผ่านการวิเคราะห์ใช้มุมมองที่หลากหลาย เพื่อให้เด็กนักเรียนเกิดกระบวนการคิดหาคำตอบที่หลากหลายเช่นเดียวกัน

และที่สำคัญครูต้องสร้างแรงจูงใจให้เกิดขึ้น เพื่อให้เด็กเกิดแรงจูงใจที่จะเรียนรู้ด้วยเช่นเดียวกัน และเมื่อเด็กๆ สามารถรู้จักคิดวิเคราะห์และหาคำตอบได้แล้ว ก็จะทำให้เกิดกระบวนการคิดที่ไม่สิ้นสุด เป็นส่วนที่จะช่วยให้เด็กประสบความสำเร็จได้ในอนาคต

สัมผัสบรรยากาศ"King"s School"

สำหรับ King"s School ประเทศนิวซีแลนด์ เริ่มตั้งแต่ระดับชั้นที่ 1-13 หรือตั้งแต่อายุ 5 ขวบ ไปจนถึงอายุ 17 ปี ภายในหนึ่งห้องเรียนจะมีสัดส่วนของครูกับเด็กอยู่ที่ 1 : 11 ซึ่งถือว่าอยู่ในจำนวนที่เหมาะสม เพื่อให้บรรยากาศการเรียนการสอนไปจนถึงการดูแลเด็กภายในชั้นเรียน เป็นไปอย่างครอบคลุมและใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น

สิ่งสำคัญที่สุดของการเรียนการสอนในแต่ละห้อง จะยึดหลักการใช้ "Thinking Program" ทั้งหมด โดยครูจะตั้งคำถามในลักษณะที่ทำให้เด็กๆ สามารถคิดหาคำตอบได้หลากหลายมุมมอง โดยคำตอบที่ได้จะไม่มีการตัดสินว่าคำตอบของเด็กแต่ละคนนั้นผิดหรือถูก ใช่หรือไม่ใช่ เพื่อให้เด็กกล้าที่จะคิดได้อย่างอิสระ ไม่กดดัน

ซึ่งจะแตกต่างจากบรรยากาศการเรียนการสอนในบ้านเราอย่างสิ้นเชิง ที่เด็กๆ จะเกิดความกลัวและขาดความมั่นใจขึ้นมาทันทีเมื่อถูกครูถามเพราะกลัวว่าจะตอบผิด

เด็กๆ ใน King"s School จะแลกเปลี่ยนคำตอบกันอย่างหลากหลาย โดยมีทริกการหาคำตอบในแต่ละเรื่อง โดยยึดหลัก Scamper

โดย S ย่อมาจาก "substitute" สาระสำคัญของเนื้อหา โดยพยายามดึงสาระสำคัญคำตอบของแต่ละคนออกมา

C ย่อมาจาก "Combine" การนำคำตอบมาเชื่อมโยงกัน

A ย่อมาจาก "Apply" การนำมาประยุกต์

M ย่อมาจาก "Modify" นำคำตอบที่ได้มาดัดแปลงหรือแก้ไขดู

P ย่อมาจาก "Put" จัดวางคำตอบที่ได้โดยเรียงลำดับ

E ย่อมาจาก "Eliminate" ตัดคำตอบที่ไม่ใกล้เคียงออก

และ R ย่อมาจาก "Reverse" หรือการนำคำตอบที่เหลือมาทบทวนอีกรอบ ซึ่งก็จะทำให้เด็กๆ สามารถหาคำตอบที่ดีที่สุดได้

โรงเรียนของลูกผู้นำ

บรรยากาศในห้องเรียนก็มีส่วนสำคัญ แต่ละห้องเรียนจะมีการตกแต่งห้องได้อย่างน่าสนใจ นอกเหนือไปจากตำราหรืออุปกรณ์การเรียนการสอนที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ในเรื่องนั้นๆ แล้ว เด็กๆ ยังจัดห้องเรียนด้วยสื่อการเรียนที่มีสีสันสดใส มีกระดาษสีตัดแต่งเป็นรูปทรงต่างๆ ห้อย ระโยงระยางเต็มห้องเรียน สร้างแรงบันดาลใจในการเรียนรู้อย่างยิ่ง

ที่สำคัญทุกห้องมักมีป้ายข้อความ "Thinking aloud allowed" หรืออนุญาตให้คิดเสียงดังๆ ได้ ซึ่งก็เป็นแบบนั้นจริงๆ เพราะเด็กๆ ที่โรงเรียนนี้จะแลกเปลี่ยนความเห็นกันอย่างออกรสออกชาติ เสียงดังระงมไปทั่วห้องเรียน แสดงให้เห็นถึงพลังที่จะคิดและแสดงออกอย่างสร้างสรรค์

น่าเสียดายตรงที่ช่วงเวลาที่ไปเยี่ยมชมการเรียนการสอนเป็นช่วงที่เด็กๆ เข้าเรียนพอดี ประกอบกับสภาพอากาศที่ไม่ค่อยเป็นใจเพราะมีฝนตกลงมาโปรยปรายอย่างต่อเนื่อง จึงไม่ค่อยได้เห็นความมีชีวิตชีวาของเด็กที่นี่ในช่วงเลิกคลาส

นายโทนี่ ซิซซั่น ผู้อำนวยการโรงเรียน เล่าให้ฟังถึงการคัดเลือกเด็กว่า เด็กที่จะเข้ามาเรียนที่นี่ได้จะต้องผ่านการสัมภาษณ์และตัดสินใจจากเขาเพียงคนเดียว เพราะจากประสบการณ์ที่ผ่านมาเกือบ 20 ปี เขามั่นใจว่าสามารถคัดเลือกเด็กที่เหมาะสมมาเข้าเรียนต่อที่นี่ได้ เพราะโรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนที่มีแต่ลูกของระดับนายกฯ หัวหน้าเผ่าของชาวเมารี หรือแม้แต่ ระดับนักธุรกิจ ซึ่งเป็นกลุ่มที่จะนำพาอนาคตของประเทศนิวซีแลนด์ไปข้างหน้า ถือเป็นความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่

แม้แต่ครูก็ต้องผ่านการคัดเลือกเข้ามาเช่นเดียวกัน พูดได้เลยว่าครูที่นี่เป็นครูที่ดีที่สุดเช่นเดียวกัน สังเกตได้จากบัญชีรายชื่อของทั้งครูและนักเรียนที่ยาวเหยียด เพราะรอที่จะเข้ามาเรียนและมาสอนที่นี่ แม้แต่เด็กต่างชาติยังมีเพียงเด็กญี่ปุ่นเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ได้เรียนที่โรงเรียนแห่งนี้

ครูก็ต้อง"คิด-เรียนรู้"

ด้าน นายสมาน ถาวรรัตนวนิช ครูสอนวิชาคณิตศาสตร์ ระดับชั้น ป.6 ครูไทยที่เข้าสังเกตการเรียนการสอนที่ King"s School ตลอด 1 สัปดาห์ เล่าประสบการณ์ให้ฟังว่า ก่อนหน้านี้ได้ทดลองใช้ระบบ Thinking Program กับเด็กในชั้นเรียนที่โรงเรียนอำนวยศิลป์ แต่ปรากฏว่าเด็กๆ โต้ตอบน้อย อาจเป็นเพราะเราตั้งคำถามได้ไม่ดีพอ ทำให้เด็กๆ ไม่สามารถคิดหาคำตอบได้ดีเช่นเดียวกัน

แต่เมื่อผ่านไปประมาณ 3 เดือน เด็กๆ เริ่มเกิดการโต้ตอบมากขึ้น เพราะเริ่มเกิดความรู้สึกรับผิดชอบร่วมกับเรามากยิ่งขึ้น ซึ่งการศึกษาในลักษณะนี้เป็นการเตรียมทักษะให้เด็กเกิดความคิดเป็นระบบ เกิดการแสวงหาความรู้ได้ด้วยตัวเองตลอดชีวิต

"สิ่งสำคัญ คือครูต้องเคารพความคิดของเด็กๆ เพื่อให้เด็กๆ รู้สึกเคารพในความคิดของตัวเองเช่นเดียวกัน ซึ่งจะช่วยให้เกิดการพัฒนาความคิดที่ต่อยอดขึ้นไปเรื่อยๆ นอกจากนี้ จะต้องเปิดใจและลดความเป็นตัวเองลง เพื่อเปิดรับประสบการณ์จากเด็กๆ รวมทั้งจะต้องเป็นต้นแบบของนักคิดให้เด็กๆ ด้วย เสมือนเป็นโค้ชที่คอยวางแผนให้ผู้เล่น" นายสมานกล่าว

ด้าน น.ส.วารุณี พูลสวัสดิ์ ครูสอนวิชาคณิต ศาสตร์ ระดับชั้นป.4 กล่าวว่า กระบวนการเรียนการสอนของไทยที่ผ่านมายังปิดกั้นความคิดของเด็กๆ เพราะครูจะอัดความรู้ให้กับเด็กๆ ตามตารางการเรียนในแต่ละวิชาเพียงอย่างเดียว ถือเป็นการยึดติดการสอนแบบเก่าๆ ซึ่งบางครั้งทำให้เด็กที่หัวช้าอาจจะไม่เข้าใจ กระบวนการคิดก็ไม่เกิดขึ้น ดังนั้น สิ่งสำคัญคือการคิดคำถามซึ่งจะต้องให้เด็กเกิดการเรียนรู้และเห็นคุณค่าของสิ่งที่เรียนไป สำคัญที่สุดคือสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปปรับใช้กับวิธีการคิดในเรื่องอื่นๆ ได้ นอกเหนือไปจากสิ่งที่เกิดขึ้นในห้องเรียนด้วย

"ครูเองต้องจัดลำเรียงลำดับคำถามให้ดี สำคัญคือต้องเป็นคำถามที่ใกล้ตัว เพื่อให้เด็กเกิดความมั่นใจที่จะตอบ และสำคัญที่สุดคือ ทุกคำถามและคำตอบของเด็กๆ ล้วนมีความหมาย ดังนั้น ต้องชื่นชมทุกครั้งเพื่อให้เด็กเกิดกำลังใจ และเกิดกระบวนการคิดที่หลากหลายอย่างไม่สิ้นสุดๆ" น.ส.วารุณีกล่าว

สำหรับโปรแกรมการอบรมครูในแต่ละปี ทางอำนวยศิลป์จะมีการอบรม 4 ครั้งต่อปี ซึ่งปีนี้เป็นปีที่ 2 แล้ว โดยให้นายเดฟมาให้ความรู้กับครูที่เมืองไทย จากนั้นจะเข้ามาสังเกตการเรียนการสอนภายในห้องเรียนของทางอำนวยศิลป์ เพื่อดูว่าครูสามารถสร้างชั้นเรียนที่เด็กสามารถแลกเปลี่ยนความเห็นกันอย่างกว้างขวางหรือไม่ จากนั้นจะให้ความเห็นในการปรับปรุงต่อไป ซึ่งนายเดฟจะมาที่โรงเรียนอีกครั้งหนึ่งในเดือนต.ค.นี้

นับเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับการศึกษาของเด็กไทยในพ.ศ.นี้

อำนวยศิลป์ยุคใหม่

นางเพชรชุดา เกษประยูร ประธานบริหารโรงเรียนอำนวยศิลป์ เล่าว่า ช่วงปี 2539 เราได้ปฏิรูปโรงเรียนครั้งใหญ่ โดยระบบการศึกษาไทยในขณะนั้นทำให้เด็กเรียนหนัก มีการแข่งขันสูง ได้ผลในเชิงของการสร้างคนที่มีความสามารถแท้จริงได้น้อย และขณะนั้นมีปัญหาเรื่องของภาษาอังกฤษและการใช้คอมพิวเตอร์

"และเรามีโครงการพัฒนาโรงเรียนโดยแผนที่ 1 ระยะเวลา 10 ปี ช่วงนั้นเราปรับฐานโรงเรียนขึ้นมาก่อนที่จะมี พ.ร.บ.การศึกษา 2542 ในช่วง 3 ปี ระบบ Child Center ยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก หรือแพร่หลาย แต่ว่าเราพยายามนำแนวคิดนั้นมาปรับใช้กับครูตั้งแต่ปี 2539 แต่ระบบดังกล่าวถูกตีความไปอย่างหลากหลาย ไม่ตรงกัน และไม่เป็นอย่างที่ควรจะเป็น"

ขณะที่อำนวยศิลป์พบว่ากระบวนการที่เรานำมาใช้การจัดการเรียนการสอน ทั้งมอนเตสเซอรี่ หรือการจัดกิจกรรมแบบโปรเจ็กต์, แอพโพรช เหล่านี้ล้วนแต่เป็นกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับ Child Center คือให้เด็กได้มีโอกาสเลือกในสิ่งที่ตนสนใจ และเรียนรู้ไปตามศักยภาพของเด็ก ทำให้เด็กเรียนได้มีประสิทธิ ภาพมากกว่าที่เราจะยัดเยียดความรู้ให้ ซึ่งกระบวนการเรียนการสอนแบบ Child Center ก็มีได้หลายวิธี

หลังจากนั้นเราได้รับความอนุเคราะห์จากมูลนิธิโสภณพนิช โดยมีความเห็นว่า ขณะนั้นโรงเรียนอินเตอร์ก็เปิดขึ้นมาก เด็กไทยจากครอบครัวที่ผู้ปกครองมีการศึกษา โอกาสและฐานะดี ก็จะส่งลูกเรียนโรงเรียนอินเตอร์กันหมด ซึ่งท่านก็เป็นห่วงว่าต่อไปถ้าเด็กที่เติบโตเป็นผู้นำทิศทางของประเทศไทยในอนาคต หากไม่เรียนรู้ภาษาไทย ไม่รู้วัฒน ธรรมไทยและไม่รู้จักคนไทย เพราะถูกส่งไปเรียนอินเตอร์ตั้งแต่ยังเด็ก แล้วอนาคตไทยจะเป็นอย่างไร

ดังนั้น อยากทำให้โรงเรียนไทยมีการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ จึงจัดโครงการ "Thai School of Excellent" ขึ้น

"ซึ่งอำนวยศิลป์ได้พัฒนาการเรียนการสอนตั้งแต่ปี"39 และทำให้ครูมีความเข้าใจการเรียนการสอนแบบ Child Center มากยิ่งขึ้น ซึ่งโครงการดังกล่าวมีระยะเวลา 5 ปี สิ้นสุดไปเมื่อปี"51

พอปี"52 เราก็เริ่มต่อยอดโครงการดังกล่าวด้วยระบบ "Thinking School" ของ King"s School ทันที ซึ่งสอดคล้องกับโครงการก่อนหน้านี้" มีคอนเซ็ปต์ที่นักการศึกษา โรงเรียน และรัฐบาลในหลายประเทศให้ความสำคัญกับนวัตกรรมหรือทิศทางใหม่ ที่จะช่วยพัฒนาให้การเรียนรู้ของนักเรียนดียิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ ซึ่งในประเทศนิวซีแลนด์เป็นหนึ่งประเทศที่รัฐบาลให้ความสนใจในเรื่องของการพัฒนาการสอนไปสู่ "Thinking School"

ดังนั้น ทางอำนวยศิลป์โดยมูลนิธิครูจิตร-ครูเอิบ ทัง สุบุตร เล็งเห็นว่าในอนาคตคนที่มีศักยภาพในการแข่งขัน จะต้องมีศักยภาพทางความคิดในเชิงสร้างสรรค์ ดังนั้น ระบบ "Thinking Program" จะช่วยสร้างเด็กไทยไปแข่งในโลกอนาคตได้ เพราะสังคมกำลังเคลื่อนเข้าสู่สังคมแห่งการสร้างสรรค์

"เราได้ศึกษาข้อมูลและทราบมาว่าทาง King"s School นั้นประสบความสำเร็จในการใช้ระบบดังกล่าว ซึ่งทางผู้ปกครองก็มีความนิยมอย่างมาก สังเกตได้จากจำนวนรายชื่อของเด็กที่ลงทะเบียนเอาไว้นั้นยาวมาก ด้วยชื่อเสียง ความเก่าแก่และความสำเร็จของการใช้ระบบดังกล่าว ซึ่งเราได้รับความร่วมมือจากนายโทนี่ ซิซซั่น ผู้อำนวยการโรงเรียน และนายเดฟ แม็กเอเวน ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงเรียน ซึ่งเป็นผู้คิดค้นระบบดังกล่าว"

และนำมาสู่ระบบการเรียนการสอนแบบ "Thinking Program" ของโรงเรียนอำนวยศิลป์

ที่มา http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROamIyd3dNVEF5TURrMU13PT0=&sectionid=TURNd013PT0=&day=TWpBeE1DMHdPUzB3TWc9PQ==
02 ก.ย. 53 / 18:39
0 0
รักสวนฯ [icon smile : 92 bytes] (5141) : n/a : n/a : n/a
view 1669 : discuss 1 : rating - : bookmarked 0 : vote 0 125.24.116.211

#1# - 634657 [icon-addtodelete : 101 bytes]
[member icon] โรงเรียนเมืองฝรั่งส่วนใหญ่ก็จะสอนแบบนี้ อาจแตกต่างกันในรายละเอียด แต่หลักใหญคล้ายกัน สืบเนื่องจากวัฒนธรรมตะวันตกเป็นเช่นนี้ สอนให้คิดไม่ใช่ท่องจำ และเคารพในความคิด เกียรติของเด็กในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง แต่อยู่ในวินัยนะครับ และเข้าหาแบบทางบวก (positive approach) คือเน้นชมเด็ก ทำให้เด็กกล้าคิด กล้าทำ แม้ผิดก็ไม่พูดติจนเด็กเสียกำลังใจ ทำให้ฝรั่งหรือเอเชียบางชาติเช่น ญี่ปุ่น เกาหลี กล้าคิด

สังคมไทยยึดในวัฒนธรรมวัยวุฒิ คุณวุฒิมาก เด็กไม่มีสิทธิ์เถียงผู้ใหญ่ ต้องเคารพผู้ใหญ่ไม่ว่าเป็นใคร ดีหรือไม่ดี ผู้ใหญ่มักพูดจาให้เด็กหมดกำลังใจ ไม่ค่อยชมกัน ไม่ขอโทษหรือขอบคุณเด็ก ไม่นับถือเด็กในฐานะมนุษย์ที่เท่าเทียมกับครู ผมคิดว่าของเราก็มีดีในบางจุด แต่การนำวิธีสอนของฝรั่งมาใช้อาจไม่ได้ผลเต็มที่ เพราะครูไทยยังติดกับวิธีคิดแบบไทยๆ อยู่ และพอเด็กออกนอก รร ก็พบกับวิธีคิดแบบไทยๆ จากที่บ้าน
03 ก.ย. 53 / 18:15
0 0
suwit [icon smile : 92 bytes] (4132) : n/a : n/a : n/a
followup id 634657 202.28.169.166 <= 10.3.3.9