[suanboard monotone logo : 2777 bytes]
[header decor line : 64 bytes]
HOME RULE FAVOURITE MEMBER ZONE REACTIVATE FORGET PASSWORD    

SEARCH [icon freecompose : 217 bytes]
[icon register : 195 bytes] สิทธิพิเศษสำหรับสมาชิก : โพสต์รูป, รูปแบบตัวอักษร, ไอคอน, bookmark, ค้นหาข้อความ ฯลฯ [icon login : 178 bytes]

[icon-delete : 101 bytes]
" ใบแถลงข่าว กิจกรรมการตั้งฉายาสถาบันทางการเมือง ครั้งที่ 2 ประจำปี 2554 "
ใบแถลงข่าว
กิจกรรมการตั้งฉายาสถาบันทางการเมือง ครั้งที่ 2 ประจำปี 2554
จัดโดย
สมาคมรัฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมกับ
ชุมนุมรัฐศาสตร์ สโมสรนิสิตคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
วันศุกร์ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ.2554 เวลา 11.00 – 14.00 น.
ณ ลานคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

หลักการและเหตุผล
“ฉายาทางการเมือง” เป็นสิ่งที่ผู้คนในสังคมไทยคุ้นชินมาเนิ่นนานแล้ว หากแต่ฉายาทางการเมืองในอดีตมักถูกตั้งขึ้นโดยสื่อสารมวลชน หรือคณะบุคคลผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทางการเมืองโดยตรง เช่น พรรคการเมืองฝ่ายตรงกันข้าม และเป็นการตั้งขึ้นสำหรับนักการเมืองหรือบุคคลสำคัญในลักษณะของการล้อเลียนเฉพาะเป็นรายบุคคล ตามลักษณะหรือบุคลิกภาพที่โดดเด่น มิใช่เป็นฉายาในนามของสถาบันทางการเมืองแต่อย่างไร
สมาคมรัฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในฐานะศูนย์รวมของชาวรัฐศาสตร์เกษตร ซึ่งมีความรับผิดชอบโดยตรงต่อสังคมส่วนรวม ด้วยความร่วมมือกับ ชุมนุมรัฐศาสตร์ สโมสรนิสิตคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จึงประสงค์ที่จัดกิจกรรมการตั้งฉายาสถาบันทางการเมืองขึ้น เนื่องจากเล็งเห็นว่า แม้ในระบบการเมือง ปัจเจกบุคคลจะมีความสำคัญในฐานะองค์ประธาน แต่พฤติกรรมต่อสังคมส่วนใหญ่ กลับยังคงแสดงออกผ่านสถาบันทางการเมืองที่ตนสังกัดแทบทั้งสิ้น
ภายใต้การมีส่วนร่วมอย่างสมบูรณ์ ทั้งจากนิสิตที่สังกัดภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ และนิสิตที่สังกัดภาควิชาหรือคณะอื่นๆ ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ตลอดจนผู้สนใจทั่วไป นับตั้งแต่การเข้าทำหน้าที่คณะกรรมการดำเนินงาน ผู้นำเสนอฉายาสถาบันทางการเมือง รวมถึงผู้ลงคะแนนเสียงเลือกฉายาสถาบันทางการเมืองที่เหมาะสมในแต่ละรอบปี ด้วยการเปิดโอกาสโดยเท่าเทียมกัน ไม่จำกัดด้วยเงื่อนไขแห่งเพศ สาขาวิชา ระดับชั้นปี สถาบันต้นสังกัด กลุ่มความเชื่อทางศาสนา รวมถึงกลุ่มความคิดหรือลัทธิทางการเมืองที่ยึดถือ

วัตถุประสงค์
สมาคมฯ สนับสนุนให้กิจกรรมการตั้งฉายาสถาบันทางการเมืองประจำปี เป็นกิจกรรมของชุมนุมรัฐศาสตร์ สโมสรนิสิตคณะสังคมศาสตร์ และนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ตลอดจนบุคคลทั่วไป ได้ร่วมกันแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ผ่านการตั้งฉายาให้แก่สถาบันทางการเมืองต่างๆ ในแต่ละรอบปี ซึ่งนอกเหนือจากจะเป็นการเรียนรู้กระบวนการประชาธิปไตยของผู้เข้าร่วม โดยเฉพาะอย่างยิ่งนิสิต ผ่านการร่วมนำเสนอความคิดเห็นของตนอย่างเปิดเผยในที่ประชุมชน การอดกลั้นรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นอย่างผู้มีอารยะ ตลอดจนการลงคะแนนเสียงเลือกฉายาที่พิจารณาว่ามีความเหมาะสมแล้ว ยังเป็นเครื่องแสดงหนึ่งถึงความรับผิดชอบต่อสังคมส่วนรวม ผ่านการสะท้อนความคิดเห็นเพื่อกระตุ้นเตือนให้สถาบันทางการเมืองต่างๆ ตระหนักถึงภาพลักษณ์ของสถาบัน ตามความรับรู้ของสมาชิก อันอาจนำมาซึ่งการแก้ไขปรับปรุงข้อตามวิพากษ์วิจารณ์ดังกล่าว ต่อไปอีกด้วย

ผู้รับผิดชอบโครงการ
สมาคมรัฐศาสตร์ แห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมกับ ชุมนุมรัฐศาสตร์ สโมสรนิสิตคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในนามคณะกรรมการจัดกิจกรรมตั้งฉายาสถาบันการเมือง ครั้งที่ 2 ประจำปี 2554 ประกอบด้วย
ที่ปรึกษา
นายธนพร ศรียากูล นายกสมาคมฯ
พันเอกขจรศักดิ์ ไทยประยูร เลขาธิการสมาคมฯ
รองศาสตราจารย์ ดร.โกวิท วงศ์สุรวัฒน์ ภาควิชารัฐศาสตร์ฯ คณะสังคมศาสตร์
รองศาสตราจารย์ ดร.สมเกียรติ วันทะนะ ภาควิชารัฐศาสตร์ฯ คณะสังคมศาสตร์
อาจารย์ศาสตรินทร์ ตันสุน ภาควิชารัฐศาสตร์ฯ คณะสังคมศาสตร์
อาจารย์วิเชียร ปรีชาธรรมวงศ์ ภาควิชารัฐศาสตร์ฯ คณะสังคมศาสตร์
ประธาน
นายกิตติศักดิ์ เจิมสิทธิประเสริฐ กรรมการฝ่ายวิชาการสมาคมฯ
กรรมการ
นางสาวเยาวเรศ สุทธะพินทุ กรรมการและประชาสัมพันธ์สมาคมฯ
นายฉัตรภูมิ อำนาจเหนือ กรรมการและผู้ช่วยเลขาธิการสมาคมฯ
นายจักรพล บัวโฮม ประธานชุมนุมฯ
นายกิษดินทร์ สินเติม หัวหน้าฝ่ายปฏิคมและพิธีการชุมนุมฯ
นายสฤษพงศ์ ปุจฉาการ ประธานนิสิตชั้นปีที่ 1 (ภาคปกติ)
นายอัษฎางค์ ตันติธีระศักดิ์ นิสิตชั้นปีที่ 4 สาขาบริหารรัฐกิจ
นายจักรพรรณ ธานี นิสิตชั้นปีที่ 4 สาขาบริหารงานยุติธรรมฯ
เลขานุการ
นายศุภสิทธิ์ ลิ้มตระกูล นิสิตชั้นปีที่ 4 สาขาบริหารงานยุติธรรมฯ

วัน เวลา และสถานที่
วันศุกร์ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ.2554 เวลา 11.00 – 14.00 น. ณ ลานคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ผู้เข้าร่วมโครงการ
ผู้เข้าร่วมกิจกรรม ประมาณ 300 คน ประกอบด้วย นิสิตภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ ประมาณ 250 คน และนิสิตที่สังกัดภาควิชาหรือคณะอื่นๆ ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ตลอดจนผู้สนใจทั่วไป ประมาณ 50 คน

วิธีการเข้าร่วมโครงการ
1. การ “เสนอ” และ “โหวต” จะกระทำกันเฉพาะในนาม “สถาบันทางการเมือง” มิใช่ “รายบุคคล”
2. ทุกคนมีสิทธิโดยเท่าเทียมกัน ที่จะเสนอและโหวตฉายาของสถาบันฯ ที่ตนพิจารณาแล้วว่าเหมาะสม โดยใช้หลัก “1 คน 1 เสียง” ต่อ 1 สถาบันฯ
3. ผู้เสนอมีหน้าที่ในการอธิบายเกี่ยวกับที่มา และความหมายของฉายาที่ตนเสนอ ให้แก่ผู้เข้าร่วมโหวตฟังและตัดสินใจ
4. ฉายาที่ได้รับคะแนนโหวต “มากที่สุด” จะได้รับคัดเลือกให้เป็นฉายาของสถาบันนั้นๆ ประจำปี 2554
5. ผลการนับคะแนนของผู้เข้าร่วมในแต่ละฉายาของสถาบันฯ ถือเป็นที่สิ้นสุด หากไม่มีการอุทธรณ์ใดๆ ภายในช่วงเวลาแห่งการโหวตสำหรับสถาบันฯ นั้นๆ

ผลการดำเนินการ กิจกรรมตั้งฉายาสถาบันทางการเมือง ครั้งที่ 2 ประจำปี 2554

รัฐบาล: ปูอบวุ้นเส้น
สภาพการณ์ของรัฐบาลชุดปัจจุบัน อาจเปรียบได้กับ “ปูอบวุ้นเส้น” ซึ่งประกอบขึ้นได้ก็ด้วยวัตถุดิบ อุปกรณ์ และกระบวนการเฉพาะที่ลงตัว
กล่าวตั้งแต่ “ปู” ที่ถูกยกขึ้นมาให้มีบทบาทนำ เป็นส่วนประกอบที่เหมือนจะมีความสำคัญที่สุด ด้วยโดดเด่นทั้งสีสันและราคา เช่นเดียวกับหัวหน้ารัฐบาล นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาวคนเล็กของอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร นายกฯ ที่ชื่อว่าใช้เวลาสั้นที่สุดในการเป็นนักการเมือง ก่อนก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำสูงสุดฝ่ายบริหาร
“วุ้นเส้น” ซึ่งเป็นขั้วตรงกันข้ามกันในมิติของขนาดกับเส้นใหญ่ เล็กเสียยิ่งกว่าเส้นหมี่ แต่มีลักษณะสำคัญคือ “เหนียวแน่น แยกออกจากกันได้ยาก” ถึงแม้ราคาจะน้อยนิดเมื่อเทียบกับสิ่งที่โอบอุ้มอยู่ พิจารณาอย่างผิวเผินจึงดูไร้ค่าไร้ราคา แต่แท้ที่จริง ความเหนียวนุ่มของวุ้นเส้นต่างหาก ที่เป็นเงื่อนไขตัดสินความเป็นเลิศ ปูเสียอีก ที่อาจถูกแทนที่ด้วยกุ้ง หรือเนื้อสัตว์ชนิดอื่นได้
เปรียบได้กับมวลชนที่ให้การสนับสนุนรัฐบาล ซึ่งส่วนมากถูกขนานนามว่าเป็น “ไพร่” มิใช่ “อำมาตย์” เป็นพวกเส้นจิ๋ว แต่มีความเหนียวแน่นในการรวมตัว มากด้วยปริมาณ รวมถึงยากที่จะแบ่งแยก กระทั่งจำแนกด้วยอุดมการณ์ทางการเมืองย่อยๆ ภายใน เหนือสิ่งอื่นใด คือเป็นหัวใจสำคัญของการกำหนดความเป็นไปของรัฐบาล ในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตย
ประกอบด้วยเครื่องเทศรสชาติเผ็ดร้อน และซ๊อสปรุงรสสีคล้ำ ถูกอบพร้อมเสิร์ฟในหม้อมีฝาปิด เปรียบได้กับสภาพแวดล้อมซึ่งห่อหุ้มรัฐบาลและมวลชนผู้สนับสนุน ที่ถูกกดดันอย่างหนักหน่วงรอบด้าน และป้ายสีด้วยสารพัดวาทกรรม ทั้งเผาบ้านเผาเมือง ก่อการร้าย ล้มเจ้า โคลนนิ่ง กระทั่งพูดภาษาอังกฤษผิดๆ ถูกๆ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา
ซึ่งทั้งหมดนี้ กลายเป็นสิ่งหล่อหลอมให้เกิดรสชาติของอาหารจานนี้ ส่วนจะอ่อนเค็ม อ่อนหวาน อ่อนเผ็ด ก็แล้วแต่ว่าชิวหาผู้ชิม

รัฐสภา: สภาจิ้งหรีด
ตามหลักการแบ่งแยกอำนาจสมัยใหม่ รัฐสภาถือเป็นหัวใจหนึ่งของอธิปไตยแห่งรัฐ ในฐานะองค์กรฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งนอกจากหน้าที่ในการออกกฎหมายแล้ว ยังมีหน้าที่ในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล กล่าวคือฝ่ายบริหาร ไปพร้อมกันด้วย
หากแต่ในทางปฏิบัติ สถาบันเจ้าของฉายา “สภามวยโลก” เมื่อปีที่ผ่านมา กลับไม่สามารถเรียกศรัทธา สร้างความเชื่อมั่นให้แก่เจ้าของอำนาจอธิปไตย มุ่งแต่ถกเถียงกันในเรื่องไม่เป็นเรื่อง นับตั้งแต่วันแรกๆ ของการประชุม แค่เรื่อง “ที่นั่ง” ก็ต้องกลายเป็นข่าวหน้า 1 ของหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ แทนที่จะเป็นเนื้อหาสาระของการทำหน้าที่ ตามความคาดหวังของประชาชน ยิ่งไปกว่านั้น ช่วงน้ำท่วม แทนที่รัฐสภาจะทำหน้าที่เป็นปากเป็นเสียงสะท้อนความเดือดร้อน ผ่าเลื่อนการประชุมถึง 4 สัปดาห์ติดต่อกัน อันเป็นสิ่งที่รัฐสภาของมนุษย์สากลในโลกไม่พึงปฏิบัติกัน
รัฐสภา หรือ “Parliament” ในรอบปีที่ผ่านมา จึงทำหน้าที่แย่เสียยิ่งกว่ารากศัพท์ในภาษาฝรั่งเศส “Parlerment” ที่หมายถึงการพูด เพราะในปัจจุบัน นั่นยังถูกจำกัดลงแต่เพียงเรื่องอันมีผลกระทบ หรือเป็นประโยชน์ต่อรัฐ มิใช่ไร้แก่นสาร ดังแสบแก้วหู แต่ฟังไม่ได้ภาษา ประหนึ่งเสียงจิ้งหรีด เป็น “สภาจิ้งหรีด” เช่นนี้

พรรคเพื่อไทย: นักประดาน้ำ
นับตั้งแต่ชนะการเลือกตั้งและเข้ารับตำแหน่งประกอบกับสถานการณ์วิกฤติอุทกภัยอย่างหนักหน่วง พรรคเพื่อไทย แทนที่จะมีบทบาทในการช่วยเหลือประชาชน ด้วยกลไกของรัฐในฐานะที่ตนเองเป็นรัฐบาล แต่กับใช้เป็นโอกาส ฉวยเอาขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศได้รับความเดือดร้อน และมุ่งความสนใจอยู่กับปัญหาเฉพาะหน้า
การสอดแทรกวาระซ่อนเร้นต่างๆ อาทิ การแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล อันเป็นที่กล่าวขานถึงความเป็นคนบ้านเดียวกัน การออกพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษ การย้ายที่คุมขังนักโทษการเมืองไปยังโรงเรียนพลตำรวจบางเขน รวมถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ กระทั่ง การเนียนของบริจาคที่ ศปภ. เป็นต้น ประหนึ่ง “นักประดาน้ำ” พร้อมอุปกรณ์ทันสมัยครบชุด ไปมาอย่างเงียบเชียบไร้ร่องรอย อาศัยช่วงน้ำหลาก ขับเคลื่อนวาระแอบแฝงอย่างรวดเร็วและแนบเนียน

พรรคประชาธิปัตย์: หล่อรอเสียบ
ภาพลักษณ์สำคัญที่ถือเป็นจุดขายหลักของพรรคประชาธิปัตย์มายาวนาน ก็คือ “ความหล่อ” ทั้งที่มีความเป็นรูปธรรม กล่าวคือ รูปร่างหน้าตา เสื้อผ้าหน้าผม และนามธรรม กล่าวคือ คำพูดคำจา กิริยาท่าทาง การศึกษา หรือแม้กระทั่ง ชาติตระกูล สมญานามในพรรคจึงมีทั้ง หล่อใหญ่ หล่อเล็ก และหล่อจิ๋ว
หากแต่ลงเลือกตั้งคราวใด มักแพ้ ไม่ได้รับการลงคะแนนให้มีเสียงส่วนใหญ่ในสภาผู้แทนราษฎร จัดตั้งรัฐบาลได้สักที เอาแต่จะ “รอเสียบ” ด้วยสารพัดเทคนิควิธีท่าเดียว
พฤติกรรม “เสียบ” หากได้เคยเห็นจากการแข่งขันฟุตบอลแล้วก็จะยิ่งกระจ่างชัดว่า การเล่นฟุตบอลที่มีการเสียบ เป็นสิ่งที่คาบลูกคาบดอก ท้าทายต่อกฎกติกา ซึ่งหลายกรณี หากผู้ตัดสินมีใจช่วยด้วยแล้ว ฝ่ายตรงข้ามเผลอๆ ถึงขั้นบาดเจ็บแข้งขาหัก ต้องเลิกเล่นฟุตบอลไปตลอดชีวิต
การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา พรรคการเมืองนี้ก็ประกาศอย่างชัดเจนว่า แม้ไม่ได้รับเสียงส่วนใหญ่จากการเลือกตั้ง แต่ก็จะพยายามรวมเสียงจากพรรคอื่นๆ ให้ได้เกินกึ่งหนึ่ง เพื่อกลับมาจัดตั้งรัฐบาลอีกครั้ง จึงเป็นการเล่นการเมืองแบบคาบลูกคาบดอก เช่นเดียวกันกับการเสียบของการแข่งขันฟุตบอล

พรรคภูมิใจไทย: ห้อยตกบัลลังก์
ข้อเท็จจริงประการหนึ่งซึ่งเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปของสังคมไทย ก็คือ บทบาทสำคัญของ นายเนวิน ชิดชอบ ในพรรคภูมิใจไทย ที่แม้จะยังอยู่ในห้วงของการถูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี กระทั่งพรรคได้รับฉายา “ห้อยเนรวิน” ตามลักษณะทางกายภาพ ของผู้มากบารมีแห่งบุรีรัมย์ท่านนี้ เมื่อปีที่ผ่านมา ฝีมือขั้นเทพ ระดับ ว่าการฯ 3 กระทรวงใหญ่ มหาดไทย คมนาคม และพาณิชย์ รับประกันได้
ด้วยความพร้อมทั้ง เทพ กระสุน การเลือกตั้งครั้งล่าสุด พรรคภูมิใจไทยจึงวาดฝันที่จะเข้ามาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง ทำให้ นายเนวิน ชิดชอบ ที่จะกลับไปดำรงตำแหน่ง “รัฐมนตรีสั่งการ” ดังเช่นที่เป็นมาในสมัยที่แล้ว ด้วยการได้จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรถึงราว 70 คน รวมกับพรรคประชาธิปัตย์ ที่คาดว่าน่าจะได้อีกราว 200 คน ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล
การณ์กลับปรากฏว่า พรรคภูมิไทยได้รับเลือกเพียง 34 คน ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ได้อีกเพียง 159 คน รวมกันยังหย่อนจากกึ่งหนึ่งอยู่อีกถึง 57 คน ต้องตกบันไดไปเป็นฝ่ายค้าน ดังนั้น รัฐมนตรีสั่งการท่านนี้ จึงมีสภาพเป็น “ห้อยตกบัลลังก์” โดยแท้

ตุลาการ: ท่อน้ำทิ้ง
การตัดสินคดีความของตุลาการ ในรอบปีที่ผ่านมา ด้วยการยึดถือตัวบทกฎหมายอย่างเคร่งครัด แต่กลับถูกวิพากษ์วิจารณ์ ตั้งคำถามถึงความเที่ยงตรงและมาตรฐานของการวินิจฉัย ซึ่งแท้จริงแล้วว่ากันโดยกระบวนการ ตุลาการก็ปฏิบัติได้ตรงดุจดั่ง “ท่อ” ที่หากมองแต่ภายนอก ก็จะเห็นแต่ความตรง แท้จริงแล้ว ภายในท่อ กลับถูกสงสัยว่าอุดมไปด้วยน้ำเสีย หรือน้ำทิ้ง กล่าวเฉพาะเจาะจงก็คือ หลักนิติธรรมของกฎหมาย และตัวกฎหมาย ว่าสามารถให้ความเป็นธรรมแก่คู่กรณีได้จริงหรือไม่
เช่นเดียวกับที่ครั้งหนึ่ง วารสารยุติธรรมคู่ขนาน เมื่อปี 2552 เคยถอดความบทบรรยายของ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถึงการเคยได้ยินพระราชดำรัสของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน ที่ว่า “ยังคงมีกฎหมายบางฉบับของประเทศ ที่ไม่เป็นธรรม” กระบวนการตัดสินของตุลาการในรอบปีที่ผ่านมา แม้จะตรงดั่ง “ท่อ” แต่ก็คงเป็นเพียง “ท่อน้ำทิ้ง” ถ้ายังตั้งอยู่บนกฎหมายที่ไม่สามารถสร้างให้เกิดการยอมรับอย่างกว้างขวางได้

องค์กรอิสระ: มือปราบผี
ความเคลื่อนไหวขององค์กรอิสระต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สำนักงานคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) หรือ สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน นับตั้งแต่ที่ได้รับฉายาว่าเป็น “สากกะเบือดิน” เมื่อปีที่ผ่านมา ก็ยังไม่ปรากฎผลงานอันเป็นที่ยอมรับของสังคมส่วนรวม ให้คุ้มค่ากับเงินภาษีที่ของประชาชน
การทุจริตคอร์รัปชั่น ยังคงเป็นปัญหาสำคัญที่ภาคส่วนต่างๆ ลงความเห็นร่วมกันว่า นับวันจะมีแต่ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ซึ่ง สตง. นอกจากการออกมาพูดตีปี๊บแล้ว ก็ยังไม่เห็นผลงานใดๆ ที่เป็นรูปธรรมในการดำเนินการกับผู้กระทำความผิด ไม่ว่าจะเป็นยุคก่อนหญิงเป็ด ยุคหญิงเป็ด และหลังหญิงเป็ด เช่นเดียวกับการซื้อสิทธิ์ขายเสียง ที่แทบจะไม่มีประชาชนคนใดในประเทศแห่งนี้ กล้ายืนยันโดยสุจริตใจว่า ปราศจากโดยสิ้นเชิงในเขตเลือกตั้งที่ตนต้องไปใช้สิทธิ์ แต่ กกต. ก็ไม่เคยจับกุมผู้กระทำความผิด โดยเฉพาะขาใหญ่มากบารมีทั้งหลายมาลงโทษตามกฎหมายได้สักที พวกที่ซวยถูก กกต. จับได้ มีแต่ปลาซิวปลาสร้อย ตัวกระจึ๋งเดียว
หนักข้อที่สุดก็คือ หน่วยงานสำคัญอย่าง ปปช. ที่มีเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่า “เคลียร์ได้” มาถึงการปล่อยให้คดีที่เกี่ยวข้องกับผู้มากบารมีทางการเมือง “หมดอายุความ” ไม่ว่าจะเป็น “เจ้าพ่อวังน้ำเย็น” หรือ “รัฐมนตรีสั่งการ” แห่งจังหวัดบุรีรัมย์ ของพรรคภูมิใจไทย
ล่าสุด คดีทุจิตการก่อสร้างโครงการบ่อบำบัดน้ำเสีย อำเภอคลองด่าน จังหวัดสมุทรปราการ วงเงินงบประมาณหลายหมื่นล้านบาท ก็มีมติเป็นเอกฉันท์ ให้ยกคำร้องของ นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ แกนนำพรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน ที่มีเครือญาติเป็นผู้ชนะประมูลงานก่อสร้างสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 70 ของมูลค่าโครงการ ด้วยเหตุผลเพียงว่า ไม่อยู่ในขณะที่มีการประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ.2540 แต่กลับชี้มูล โยนความผิดทั้งหลายทั้งปวงไปให้ นายยิ่งพันธ์ มนะสิการ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งเสียชีวิตไปแล้ว คาดว่าต่อไปนี้ ใครที่มีคดีอยู่ใน ปปช. ต้องหายใจเข้าไว้ เพราะถ้าลืมหายใจเป็น “ผี” เมื่อไหร่ ก็จะกลายเป็นผู้ถูกชี้มูลความผิดทันที ส่วนผู้ที่ยังหายใจ ก็จะสะอาดบริสุทธิ์ผุดผ่องในบัดดล เข้าข่าย “มือปราบผี” ทำหน้าที่ปราบแต่ผี ไม่ปราบคน !

กองทัพ: อัศวินม้าหงอย
ภายใต้การบริหารของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ กองทัพเปรียบเสมือนม้าที่ได้หญ้าดีน้ำดี มีอัศวินผู้ขี่รู้ใจ ม้าจึงหน้าระรื่น คึกคะนองกระโดดโลดเต้นอยู่เสมอๆ
หากแต่เมื่อสายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงพัดมาเยือน อัศวินผู้กุมบังเหียนผลัดมาเป็นรัฐบาลพรรคเพื่อไทย กองทัพจึงเปรียบเสมือนม้าขาดหญ้าขาดน้ำ แถมได้อัศวินที่เป็นคู่อาฆาต ซึ่งม้าตัวนี้เคยออกอาการพยศ โดยเตะโดยเหยียบสร้างบาดแผลและความเจ็บปวดให้กับอัศวินผู้นี้กันมาเก่าก่อน ม้าตัวนี้จึงต้องอยู่อย่างเจียมเนื้อเจียมตัว ด้วยส่วนหนึ่งก็เกรงว่าอัศวินจะหาข้ออ้างเชือดม้าตัวนี้ล้างแค้น แต่ครั้นจะใช้กำลังพยศเอาอย่างเคย ก็ติดขัดด้วยอัศวินผู้นี้เป็นขวัญใจประชาชนผู้ชม ม้ากองทัพจึงหมดสภาพ เข้าข่าย “ม้าหงอย” ต้องหันซ้ายหัวขวาตามคำสั่งของอัศวินด้วยความจำใจ รอโอกาสอัศวินเผลอจึงค่อยสะบัดอัศวินที่อยู่บนหลังทิ้ง แล้วเหยียบซ้ำให้สาแกใจ

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ: พระเอกตอนจบ
ข้อกังขาประการหนึ่งของหลายภาคส่วน ภายหลังการเปลี่ยนขั้วรัฐบาล จากพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีกองทัพบกเป็นผู้หนุนหลัง และวางตัวเป็นผู้มีบารมีของประเทศแห่งนี้ มาเป็นพรรคเพื่อไทย ก็คือ การกลับมาอีกครั้งของ “รัฐตำรวจ” ผ่านการอุปถัมภ์เครือญาติอย่างเปิดเผย กล่าวคือ การแต่งตั้ง พลตำรวจเอก เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ขึ้นเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พลตำรวจโท วินัย ทองสอง เป็นผู้บัญชาการตำรวจนครบาล และตำแหน่งอื่นอีกมากมาย
หากแต่ข้อเท็จจริงในเชิงประจักษ์ นับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงผู้บริหารตำแหน่งต่างๆ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเกิดขึ้น สถาบันแห่งนี้กลับมีผลงานเป็นที่ยอมรับของประชาชน อาทิ การปราบปรามยาเสพติดอย่างเป็นรูปธรรม การทลายบ่อนเตาปูน การคลี่คลายคดีประวัติศาสตร์ ปล้นบ้านปลัดกระทรวงคมนาคมที่รวดเร็วทันอกทันใจ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ระหว่างช่วงระยะเวลาแห่งความยากลำบาก อันเนื่องมาจากอุทกภัยครั้งร้ายแรงที่ผ่านมา การถอดชุดเครื่องแบบทางการติดเครื่องหมายชั้นยศ ซึ่งแสดงถึงการมีอำนาจเหนือ เปลี่ยนเป็นเสื้อยืดคอกลมสีขาวสกรีนตัวอักษรสีน้ำตาล “ตำรวจ” กับกางเกงขาสั้น แสดงถึงการเข้าอกเข้าใจต่อบริบท อาการผ่อนคลาย ผ่อนปรน เป็นมิตร ขณะเดียวกัน ก็ยังมีสำนึกในหน้าที่ ที่จะต้องให้ความช่วยแก่ประชาชน เป็นที่นิยมชมชอบ กลายเป็นแฟชั่นระบาดไปทั่วเมือง สมกับเป็น “พระเอกตอนจบ”

กทม. (กรุงเทพมหานคร): หม้อไฟต้มยำ
หากพิจารณาจากที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ ก็จะเห็นได้ชัดว่า กรุงเทพฯ ชั้นใน เหมือนปล่องไฟกลาง “หม้อหยวนโล้” ที่ระอุไปด้วยความร้อนอันเกิดจากความขัดแย้งระหว่าง ศปภ. กับ กทม. ในเรื่องการบริหารจัดการน้ำท่วม อันเป็นที่มาของวาทะ “ฟังผมคนเดียว” ถัดจากปล่องไฟ ก็จะเป็นกรุงเทพฯ ชั้นนอก และปริมณฑล ซึ่งอุดมไปด้วยน้ำ “ต้มยำ” อันแสนเผ็ดร้อน เพราะเป็นน้ำที่เจือปนไปด้วยคราบน้ำตาและความเดือนร้อนของประชาชนผู้ประสบอุทกภัย ซึ่งความร้อนจากปล่องกลางหม้อหยวนโล้ มีแต่จะทำให้น้ำต้มยำ เผ็ดร้อนมากขึ้น เปรียบเสมือน กทม. กับ ศปภ. ทะเลาะกัน แต่ชาวบ้านซวย

ศปภ. (ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย): ศูนย์ปิดบังภัยพิบัติ
แม้ชื่อเต็มของ ศปภ. จะเป็น “ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย” มีขอบข่ายหน้าที่ความรับผิดชอบชัดแจ้งตามที่ปรากฏ หากแต่ข้อกังขาประการสำคัญของสังคมก็คือ ความถูกต้องครบถ้วนของข้อมูลที่หน่วยงานแถลงอย่างเป็นทางการ เนื่องจากแทบทุกครั้ง ผู้ให้ข้อมูลซึ่งสลับหน้ากันมาจนชาวบ้านจำแทบไม่ได้ ทั้งตัวใหญ่ ตัวเล็ก ล้วนสร้างความสับสนอลหม่านให้เกิดขึ้นกับประชาชน พิจารณาแล้ว แต่ละคนก็ใช่ว่าจะไม่มีสติปัญญาความรู้ความสามารถ หากแต่การเจตนาให้ข่าวสารที่ขัดแย้งกันเอง น่าจะมาจากเจตนาที่จะปกปิดข้อมูลที่แท้จริงเสียมากกว่า ซึ่งจนถึงวันนี้ เรื่องง่ายๆ ว่า มวลน้ำทั้งหมดที่โจมตีนครสวรรค์ ยันสมุทรสาคร มีปริมาณเท่าไหร่กันแน่ เพราะเป็นที่มาของวาทะแห่งปีของนายกฯ สุดสวย “เอาอยู่” !

...................................................................................
26 ธ.ค. 54 / 17:21
0 0
finn [icon smile : 92 bytes] (3370) : [ protect email from spamware ]
view 1773 : discuss 1 : rating - : bookmarked 0 : vote 0 180.214.212.252

#1# - 670631 [icon-addtodelete : 101 bytes]
[member icon] thank you kub...
09 ม.ค. 55 / 09:38
0 0
บอริส [icon smile : 92 bytes] (2039) : n/a : n/a : n/a
followup id 670631 119.46.184.2 <= 10.22.165.26